1/29/2010
นักลงทุนถือเงินดอลลาร์เพื่อหลีกเลี่ยงความเสี่ยง
นักลงทุนถือเงินดอลลาร์เพื่อหลีกเลี่ยงความเสี่ยง หลังจากสถาบันจัดอันดับความน่าเชื่อถือสแตนดาร์ด แอนด์ พัวร์ (S&P) เตือนว่าระบบการธนาคารที่อ่อนแอของอังกฤษอาจทำให้อันดับเครดิตของอังกฤษตก อยู่ในความเสี่ยง ซึ่งข่าวดังกล่าวได้ฉุดสกุลเงินปอนด์ร่วงลงด้วย
นักลงทุนจับตาดูตัวเลขผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (จีดีพี) ไตรมาส 4 ปี 2552 ซึ่งทางการสหรัฐจะเปิดเผยในวันศุกร์(20:30) http://www.ryt9.com/s/iq03/785713
1/12/2010
แกะรอยหนี้รัฐยุโรปพุ่ง ส่อเค้าโลกเจอวิกฤติใหม่
สื่อชั้นนำของโลกอย่างนิวส์วีค-อีโคโนมิสต์ ร่วมกับโออีซีดีและมูดี้ส์ ให้ข้อมูลวิเคราะห์ตามติดปัญหาหนี้หลายประเทศอย่างใกล้ชิด เพื่อตรวจสอบระวังความเสี่ยงที่อาจเกิดวิกฤติรอบใหม่ซ้ำรอยดูไบผิดชำระหนี้ ด้วยการติดตามดูหนี้รัฐเทียบจีดีพีที่สูง ศักยภาพบริหารงานเศรษฐกิจด้อยลง ผสมความอ่อนไหวการเงินเรื่องความสามารถชำระหนี้รัฐกับเอกชนในประเทศ ล้วนเป็นสัญญาณอันตรายบ่งชี้วิกฤติโลกครั้งต่อไป กำลังคืบคลานจากดูไบไปยังภูมิภาคอื่นโดยเฉพาะยุโรป
การประกาศขอเลื่อนชำระหนี้ 3.5 พันล้านดอลลาร์ของรัฐบาลดูไบ ที่จะครบกำหนดชำระเดือน ธ.ค.ปีนี้ ไปเป็นเดือน พ.ค.ปีหน้า ก่อวิกฤติศรัทธาเพียงชั่วข้ามคืนในหมู่นักลงทุนทั่วโลก โดยเฉพาะนักลงทุนเอเชียขวัญอ่อนกว่าใครเพื่อน พากันเทขายหุ้นจนบางตลาดร่วงมากสุดเกือบ 5% เมื่อวันศุกร์ (27 พ.ย.2552) ส่วนตลาดหุ้นดูไบเองเมื่อต้นเดือนธ.ค.ปีนี้ร่วงต่อเนื่อง ทำสถิติร่วงมากสุดกว่า 6%
หลังจากข่าวดูไบพักชำระหนี้ เขย่าขวัญนักลงทุนได้ไม่นาน อีก 2-3 สัปดาห์ถัดมา ปรากฏข่าวร้อนสร้างความวิตกให้นักลงทุน เมื่อฟิทช์ เรทติ้งส์ ประกาศลดอันดับความน่าเชื่อของกรีซลงมาอยู่ระดับ BBB+ จากเดิม A- ถือเป็นการลดอันดับครั้งแรกในรอบ 10 ปี และเป็นครั้งแรกความน่าเชื่อถือของกรีซถูกลดลงมาต่ำกว่าระดับ A
ต่อมาอีก 2 วัน ภายหลังการเผยแพร่ข่าวกรีซถูกปรับลดความน่าเชื่อถือของประเทศ ทางสแตนดาร์ด แอนด์ พัวร์ หรือเอสแอนด์พี ได้ประกาศปรับลดเรทติ้งแนวโน้มประเทศของสเปนลง 1 ขั้น และปรับลดเรทติ้งแนวโน้มของไอร์แลนด์จากมีเสถียรภาพเป็นติดลบ
สำหรับการลดเรทติ้งสเปน จาก AAA เป็น AA+ ด้วยเหตุผลที่ว่าสเปนเผชิญกับภาวะซบเซาในการขยายตัวทางเศรษฐกิจเป็นเวลานาน และมีแนวโน้มที่จีดีพีจะขยายตัวต่ำกว่า 1% ต่อปี เพราะหนี้ภาคเอกชนสูง และตลาดแรงงานตึงตัว พร้อมเตือนอีก 2 อาจลดเรทติ้ง หากรัฐบาลไม่ใช้มาตรการเชิงรุก จัดการปัญหาขาดสมดุลการคลัง
ยูริ แลนเดสแมน ผู้จัดการกองทุนของไอเอ็นจี อินเวสต์เมนท์ แมเนจเมนท์ ให้ความเห็นว่าปัญหาความไม่เชื่อมั่นในสถานะการคลังของกรีซ นับว่าสำคัญและน่ากังวลใจมากกว่าปัญหาของดูไบ เพราะมีธนาคารมากมายหลายแห่งในยุโรปปล่อยกู้ให้กรีซ ทำให้ปัญหาที่เกิดกับกรีซน่าจะสำคัญและรุนแรงกว่าปัญหาของดูไบ
โดยนักวิเคราะห์มองความเสี่ยงเนื่องจากกรีซผิดนัดชำระหนี้สูงขึ้น และไม่แน่ใจว่าชาติสมาชิกอื่นในกลุ่มสหภาพยุโรปหรือ อียู จะช่วยเหลือกรีซไม่ให้ผิดนัดชำระหนี้หรือไม่ หากสถานะทางการคลังเลวร้ายลงไปอีก
โดยปัญหาเศรษฐกิจและฐานะการคลังของกรีซ สเปนและโปรตุเกส ที่ล้วนเป็นประเทศสมาชิกสหภาพยุโรป หรืออียู ที่ใช้สกุลเงินยูโรนั้น ตกเป็นประเด็นร้อนที่ทั่วโลก รวมทั้งสื่อตะวันตกโดยเฉพาะ ดิ อีโคโนมิสต์ นิตยสารเศรษฐกิจชั้นนำของอังกฤษ และ นิวส์วีค นิตยสารเศรษฐกิจการเมืองชั้นนำสหรัฐ พากันจับตาความสามารถจัดการเศรษฐกิจและบริหารหนี้สาธารณะของทั้ง 3 ประเทศ
ทั้งนี้ปัญหาความน่าเชื่อถือในการบริหารงานเศรษฐกิจ และจัดการหนี้ภาครัฐของบางประเทศในยุโรป ซึ่งรวมถึงกรีซ สเปน อิตาลีและโปรตุเกส ทำให้นักวิเคราะห์หันมาประเมินสถานการณ์ในกลุ่มประเทศแถบยุโรปกันมากขึ้น เพราะวิตกมากขึ้นเกี่ยวกับความเสี่ยงของประเทศเหล่านี้ และปัญหาขาดดุลการคลังของบางประเทศที่เป็นสมาชิกอียูยังเป็นประเด็นที่ทุกฝ่ายจับตามอง
ขณะเดียวกันมีข่าวว่า มูดี้ส์ อินเวสเตอร์ เซอร์วิส หรือมูดี้ส์ ออกมาเตือนสหรัฐกับอังกฤษด้วยว่า ความเสื่อมถอยของสถานะการเงินการคลังของทั้งสองประเทศ อาจเป็นการทดสอบเรทติ้งมหาอำนาจเศรษฐกิจของโลกทั้งสองประเทศได้รับในปัจจุบันที่ระดับ Aaaa
มูดี้ส์ยังหันมาสนใจญี่ปุ่น ด้วยการเตือนให้เร่งวางแผนลดหนี้รัฐบริหารการคลังให้ดีและมั่นคงในระยะยาว เพื่อสนับสนุนอันดับความน่าเชื่อถือประเทศ หลังปรากฏข่าวความเห็นขัดแย้งในรัฐบาลเรื่องการจำกัดมูลค่าพันธบัตรเตรียมออกในปี 2553 ส่งผลต่อการวางแผนกับความสามารถลดหนี้สาธารณะ
ทั้งนี้เมื่อปลายเดือนพ.ย.2552 นักวิเคราะห์ของมูดี้ส์ ออกมาเตือนเรื่องหนี้สาธารณะทั่วโลกระหว่างปี 2550-2553 จะขยายตัวเพิ่ม 45% หรือกว่า 49 ล้านล้านดอลลาร์ ซึ่งหากเทียบกับต้นทุนใช้ฟื้นฟูยุโรปหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ถือว่ามากกว่า 100 เท่า
สอดรับกับองค์การความร่วมมือและพัฒนาเศรษฐกิจ หรือโออีซีดี เตือนไว้เมื่อเร็วๆ นี้ว่ากลุ่มประเทศอุตสาหกรรมชั้นนำ 30 ประเทศ จะจมอยู่กับภาระหนี้ที่ขยายตัว 100% ของจีดีพีหรือมากกว่านี้ในปี 2553 ซึ่งมีมูลค่ามหาศาลเกือบ 2 เท่าของมูลหนี้ที่มีอยู่เมื่อ 20 ปีก่อน
โดยอีโคโนมิสต์หวั่นเกรงว่า หนี้สาธารณะสูงขึ้นส่งผลต่อเครดิตการชำระคืนหนี้ของบางประเทศ จะกลายเป็นปัญหาใหญ่ครั้งใหม่ของเศรษฐกิจโลก พร้อมย้ำการเติบโตของเศรษฐกิจโลกที่ยังคงติดลบในปี 2552 จะทำให้ประเทศที่มีหนี้มหาศาล บริหารจัดการหนี้ส่วนนี้ได้ยากมากขึ้นเรื่อยๆ
นิวส์วีคยังอ้างรายงาน "ตามติดหนี้รัฐทั่วโลกเดือน พ.ย.ปี 2552" ของกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (ไอเอ็มเอฟ) ซึ่งบ่งชี้ความเป็นไปได้ที่กลุ่มชาติร่ำรวยอาจผิดชำระหนี้อย่างกรณีดูไบมีมากขึ้น
ด้วยข้อมูลข้างต้นล้วนนำไปสู่การตั้งสมมติฐานเลวร้ายสุด คือรัฐบาลชาติร่ำรวยข้างต้นอาจไม่สามารถลดหนี้มหาศาลที่มีอยู่ได้ง่ายๆ เพราะหนี้มากมายเป็นหนี้ระยะสั้นต้องโรลโอเวอร์ต่อเนื่อง จึงเป็นไปได้ว่าหากเกิดการผิดนัดชำระหนี้ขึ้นมาในกลุ่มประเทศร่ำรวยจริง นักลงทุนทั่วโลกอาจได้เห็นวิกฤติการเงินครั้งใหม่ รับช่วงต่อจากวิกฤติซับไพร์มในไม่ช้า
1/04/2010
สิ่งที่ผู้เทรด Forex จำเป็นต้องทำ
เป็นที่เชื่อกันว่า มากกว่า 50% ของผู้ที่เล่น Forex นั้นขาดทุนในระยะยาว แต่ก็ยังคงมีนักเล่น Forex หน้าใหม่จำนวนมาก กระโดดเข้ามาในตลาด Forex ทำการซื้อขาย อย่างไร้หลักการ และขาดทุนกลับไป เป็นที่หน้าแปลกใจที่ส่วนใหญ่ของ ผู้เทรดที่ขาดทุนนั้น ทำการเทรดเหมือนพนัน (ไม่ใช่การลงทุน) เงินทุนของพวกเขา เข้าไปในตลาด Forex โดยไม่ได้มีการตรวจสอบกับหลักการเลย ไม่ว่าคุณจะมีประสบการณ์ หรือเป็นผู้เริ่มต้น กับตลาด Forex มีสิ่งที่จำเป็น "ต้องทำ" ในการเข้าเทรด Forex เพื่อบริหารความเสี่ยงอย่างฉลาด และเพิ่มโอกาสในการทำกำไร
สิ่งที่ผู้เทรด Forex ต้องทำ 1 ลงทุนกับสมองของคุณเป็นอันดับแรก
สิ่งที่ผู้เทรด Forex ต้องทำ 2 เริ่มต้นกับระบบเทรดที่เหมาะสม
สิ่งที่ผู้เทรด Forex ต้องทำ 3: มีแผนการเทรดอย่างชัดเจน
สิ่งที่ผู้เทรด Forex ต้องทำ 4: มีการบริหารเงินทุนที่ดี
สิ่งที่ผู้เทรด Forex ต้องทำ 5: ลงทุนอย่างมีวินัย
กำไรจากตลาด Forex นั้นสูง และ เร็ว กว่าการเทรดชนิดอื่นมาก อย่างไม่ต้องสงสัย การเข้าถึงตลาดนั้นก็ไม่มีข้อจำกัด, ความลื่นไหลของตลาด, เป็นการลงทุน โดยไม่จำเป็นต้องใช้เงินทุนมาก ด้วย อัตรา leverage ที่สูง และ ไม่มีข้อจำกัดในการ Short Selling ทำให้ตลาด Forex สามารถทำกำไรได้สูงมาก จำไว้เสมอว่า การวางแผนการลงทุนอย่างฉลาด โดยการลงทุนให้กับตัวเองก่อน คุณจะได้รางวัลอย่างงามที่ปลายทาง
Teddy, writter and webmaster in financial investment. Learn Forex trading from scratch in his website at http://www.golearnforex.net.
Article Source: http://EzineArticles.com/?expert=Teddy_Low
บทความต้นฉบับ Forex Trading 'Must Do': Instant Guide For Forex Beginners
โดย เทดดี้ โล (Teddy Low)
รูปแบบกราฟแท่งเทียน Candlesticks
สามารถให้ข้อมูลเกี่ยวกับความแข็งแกร่ง Strength หรือ ความอ่อนแอ Weakness ของตลาดในวันนั้น หรือแม้กระทั่งในขณะเวลานั้น โดยพิจารณาถึงความสัมพันธ์ระหว่างราคาปิดและราคาเปิด แต่ถ้าจะให้มีความหมายชัดเจนมากยิ่งขึ้น ความสัมพันธ์ระหว่างแท่งเทียนหลายๆแท่งที่มีต่อกัน จะให้ความหมายของตลาดที่ชัดเจนและแม่นยำยิ่งขึ้น สิ่งสำคัญจะได้มาจาก Formation ของ Candles หลายๆแท่งต่อเนื่องกัน ที่ประกอบขึ้นมาเป็น Pattern แท่งเทียนแต่ละแท่ง ถึงแม้บางครั้งจะมีลักษณะเหมือนกันทุกประการ แต่จะมีความหมายต่างกันเมื่ออยู่ในสถานะที่ต่างกัน
Charts แบบ Candlesticks ที่เริ่มต้นใช้กันในญี่ปุ่นและแพร่หลายเข้าไปในตลาดโลกในศตวรรษ 1900 แล้ว Candlestick charts ก็ได้รับความนิยมเหนือ Bar Chart ธรรมดาทันที ข้อที่น่าสนใจคือการตั้งชื่อ Patterns ต่างๆ ของ Combinations ของ Candlesticks ซึ่งสามารถให้ข้อมูลในการพิจารณาสภาพตลาดได้ชัดเจนยิ่งขึ้น ถึงแม้ Charts ทั้งสองชนิด จะให้ข้อมูลเรื่อง Pattern ในทำนองเดียวกัน แต่ Candlesticks สามารถให้ข้อมูลพิเศษนอกเหนือกว่านั้นอีก เช่นการพิจารณา Bodies – price action ระหว่างราคา Open และ Close และ Shadows หรือ Tails – price action
Candlestick charts เป็นที่นิยมกันในหมู่นักลงทุนชาวตะวันตกอย่างรวดเร็ว สามารถให้สัญญาณการเปลี่ยน Trends ได้ดีกว่าและรวดเร็วกว่า และต้องทำควบคู่ไปกับความรู้พื้นฐานอื่นๆ
Body คือช่วงของราคาระหว่างราคาเปิด (Open) กับราคาปิด (Close) ตัว Body เป็นส่วนสำคัญที่สุดของ Candlestick การเป็น White หรือ Black ประกอบกับความยาวของ Body สามารถให้ข้อมูลเราได้ว่า ตลาดในขณะนั้นเป็น Bullish หรือ Bearish trend ในขณะที่เรามี White body ที่ยาว และ Black body ที่สั้น แสดงว่าตลาดอยู่ใน Bullish sentiment และในขณะที่เรามี White body ที่สั้น และ Black body ที่ยาว ก็แสดงว่าตลาดอยู่ใน Bearish sentiment และเมื่อทั้ง White และ Black bodies เป็นแท่งสั้นๆ ก็หมายความว่าตลาดกำลังอยู่ใน Sideway trading rangeShadows เป็นส่วนที่เป็นเส้นเดี่ยวอยู่นอกเขตุของ Body ส่วนที่อยู่ด้านบนเรียกว่า Upper shadow และส่วนที่อยู่ด้านล่าง เรียกว่า Lower shadow ถ้าเราวัดเฉพาะความยาวของ Shadow เมื่อเกิด Convergence/Divergence ของ Upper shadow ก็จะเป็นสัญญาณของการเปลี่ยนจาก Up-trend ไปเป็น Down-trend และเมื่อเกิด Convergence/Divergence ของ Lower shadow ก็จะเป็นสัญญาณของการเปลี่ยนจาก Down-trend ไปเป็น Up-trend
12/02/2009
11/02/2009
การหาเป้าหมายราคาถัดไปโดยใช้Fibonacci

การหาเป้าหมายราคาถัดไปโดยใช้ Fibonacci เมื่อแนวโน้มราคายังคงเป็นขาขึ้นต่อไปและราคาไม่สามารถลงต่ำกว่าแนวรับ61.8% แล้วราคาสามารถดีดกลับขึ้นไปสูงกว่าhighเดิมได้ เป้าหมายถัดไปหากราคาอยู่ในคลื่นที่3ของ Elliott wave ราคาอาจขึ้นไปได้ถึง261.8% หรือ 423.6% แต่หากราคาอยู่ในคลื่นที่5ราคาอาจจะไม่ผ่าน 100%หรือไปได้แค่ 127.2%หากสัญญาณไม่แรงพอ
ในทางกลับกันหากราคาเป็นแนวโน้มขาลงก็สามารถปรับใช้ได้ในลักษณะเดียวกัน
การหาแนวรับแนวต้านโดยใช้Fibonacci retracement

การหาแนวรับแนวต้านโดยใช้ Fibonacci retracement
คือการหาจุดย่อของราคา เมื่อราคามีการพักตัวก่อนขึ้นต่อไปตามแนวโน้มการย่อของราคามีแนวรับที่สำคัญอยู่ที่ 38.2% , 50.0% , 61.8% ก่อนที่ราคาจะขึ้นต่อไปตามแนวโน้ม แต่ถ้าหากราคาตกต่ำกว่าแนวรับที่61.8% อาจจะทำให้แนวโน้มเปลี่ยนเป็นลงกลับไปที่lowเดิมได้
ในทางกลับกันเมื่อแนวโน้มราคาเป็นขาลงก็สามารถปรับใช้ได้ในลัษณะเดียวกัน
Fibonacci

ใช้ค้นหาแนวโน้ม แนวต้าน แนวรับ สัญญาณซื้อและขาย โดยมีรูปแบบอยู่ 3 ลักษณะ คือ
ส่วนมากจะเป็น Fibonacci retracement
ตัวเลขสัดส่วนที่นำมาใช้ ถูกคำนวณมาเป็น % หรือเทียบกับ 1.0 เป็นเลขดังนี้23.6% 38.2% 50% 61.8% 78.6% 100% 127.2% 161.8% 261.8% 423.6%การใช้ Fibonacci สามารถใช้วัดได้ทั้งคลื่นย่อย และคลื่นหลักตามสะดวก ตัวเลขวัดจาก0-100 และตัวเลขแต่ละเปอร์เซ็นต์จะเป็นแนวรับเมื่อราคาถอยกลับลงมาและจะเป็นแนวต้านเมื่อราคาดีดกลับขึ้นไป
เริ่มใช้ Fibonacci อย่างไร
เมื่อคลื่นเริ่มต้นขึ้น จนเริ่มตก เราก็จะได้จุดเริ่มต้นและปลายทางของคลื่นเป้าหมาย สิ่งที่เราจะวัด คือแนวรับก่อน
การหาเป้าหมายของสามเหลี่ยมTriangle

การหาเป้าหมายของสามเหลี่ยมTriangle
เมื่อราคาหลุดแนวTrendlineของขอบสามเหลี่ยมทั้งด้านขึ้นและด้านลงจะทำให้ราคาวิ่งไปตามทิศทางนั้นอย่างแรง การหาเป้าหมายของราคาให้ตีเส้นคู่ขนานขึ้นไปเป้าหมายราคาคือบริเวณเส้นTrendlineขอบบนส่วนขาลงก็ทำในลักษณะเช่นเดียวกันแต่เปลี่ยนเป็นทางลงหรืออาจจะวัดจากความสูงของสามเหลี่ยมว่ามีความสูงเท่าไหร่ให้เอาความสูงนี้ไปบวกกับจุดที่ราคาเริ่มต้นขึ้นเมื่อหลุดสามเหลี่ยมขึ้นไปก็จะได้ราคาเป้าหมายหรือจะวัดจากTrendline ขอบล่างนับจากจุดที่ราคาเริ่มต้นขึ้นก็ได้เหมือนกัน
11/01/2009
การลากเส้นTrendline

การลากเส้นTrendline
ให้ลากจากจุดที่1ผ่านจุดที่2 แล้วตีเส้นให้ขนานกันเป็นแนวโน้มใช้ได้ทั้งขาขึ้นและขาลงเมื่อราคาหลุดออกจากแนวTrendline ก็จะทำให้ทิศทางและแนวโน้มของราคาเปลี่ยนแปลงได้
10/10/2009
Dow Theory ทฤษฎีที่ว่าด้วยแนวโน้มของตลาด
Dow Theory เป็นทฤษฎีที่ว่าด้วยแนวโน้มของตลาด โดยทฤษฎีกล่าวไว้ว่า ตลาดที่กำลังอยู่ในแนวโน้มขาขึ้น ถ้าจุดยอดและจุดก้นบึ้งที่เกิดขึ้นอยู่สูงกว่าจุดยอดและจุดก้นบึ้งที่เกิด ขึ้นก่อนหน้า ในทางตรงกันข้าม หากจุดยอดและจุดก้นบึ้งที่เกิดขึ้นอยู่ต่ำกว่าจุดยอดและจุดก้นบึ้งที่อยู่ ก่อนหน้า แสดงว่าตลาดกำลังอยู่ในแนวโน้มขาลง นอกจากนี้แล้ว ยังมีสาระสำคัญที่ปรากฏในทฤษฎีนี้อีกหลายประการ
ประการที่หนึ่ง
ตลาดจะดูดซับเหตุการณ์ทุกอย่างด้วยความรวดเร็ว และสะท้อนออกมาที่ราคาของตลาดโดยรวม
ประการที่สอง
แนวโน้มของตลาด สามารถแบ่งออกเป็น 3 ลำดับชั้น แยกตามระยะเวลา คือ
1 Primary trend จะกินระยะเวลามากกว่า 1 ปีขึ้นไป
2 Secondary trend จะกินระยะเวลา 3 สัปดาห์ถึง 3 เดือน โดย Secondary trend นี้ถือได้ว่าเป็นช่วงระยะเวลาในการปรับตัว (corrections) ในช่วงของ Primary trend
3 Minor trend จะกินระยะเวลาน้อยกว่า 3 สัปดาห์ จึงถือได้ว่าเป็นเพียงแค่การแกว่งตัวของราคาในระยะสั้นเท่านั้น
ประการที่สาม
แนวโน้มของตลาดยังสามารถแบ่งออกเป็น 3 ระยะ แยกตามการซื้อขาย ได้แก่
ช่วงระยะแรก เป็นช่วงที่นักลงทุนที่เล็งเห็นการณ์ไกลเข้ามาช้อนซื้อหุ้น เพราะเห็นว่าข่าวคราวเชิงลบได้ถูกดูดซับไปหมดแล้วในตลาด ซึ่งช่วงระยะนี้เรียกว่า ช่วงเก็บของ (accumulation phase)
ช่วงระยะที่สอง เป็นช่วงที่ผู้ลงทุนที่เน้นการลงทุนตามแนวโน้มตลาดเข้ามามีส่วนร่วมในตลาด มากขึ้น โดยมีแรงหนุนจากข้อมูลข่าวสารทางธุรกิจเชิงบวกที่ปรากฏชัดมากขึ้น ส่งผลให้ราคาโดยรวมมีการปรับตัวสูงขึ้น
ช่วงระยะที่สาม เป็นช่วงที่มีผู้เล่นอยู่ในตลาดมากยิ่งขึ้น ข่าวสารเชิงบวกจะหลั่งไหลกันออกมามากมาย มีการเก็งกำไรมากขึ้น ซึ่งในระหว่างช่วงระยะสุดท้ายนี้เองที่นักลงทุนที่เข้าเก็บของตั้งแต่ในช่วง ระยะแรก จะเริ่มทยอยขายทำกำไรออกไป ซึ่งช่วงระยะนี้เรียกว่า ช่วงระบายของ (distribution phase)
นอกจากนี้ Dow Theory ยังบอกอีกว่า ปริมาณการซื้อขายจะต้องยืนยันแนวโน้มที่เกิดขึ้นอีกด้วย ตัวอย่างเช่น หากแนวโน้มของราคาเป็นขาขึ้น ปริมาณการซื้อขายควรจะเพิ่มขึ้นตาม และปริมาณการซื้อขายควรจะน้อยลง หากราคามีการปรับตัวลง ในทางกลับกัน หากแนวโน้มของราคาเป็นขาลง ปริมาณการซื้อขายควรจะเพิ่มขึ้น และปริมาณการซื้อขายควรจะน้อยลงในขณะที่ราคามีการดีดตัวขึ้น
10/09/2009
4H MACD PRICE MOVEMENT RULES



1. ในการดูราคาในจุดที่จะ trade ควรดูสิ่งนี้ควบคู่กันด้วย (ทุกครั้ง )
1.1 Moving Average, Trend line, แนวรับ แนวต้าน และตัวเลขจิตวิทยา (พวกเลข 00, 200.00, 1.50, 100.00)
1.2 แล้วมาดู MACD signal เพื่อเป็นการ confirm ในการเทรด
2. ทำการบ้านเยอะๆ เกี่ยวกับ price movement หรือ Market rhythm เช่น print graph 4hr ย้อนหลัง 1 ปีมานั่งปิดแล้วดูแล้ววิเคราะห์แท่งเทียนถัดไป
3. ห้ามเทรด MACD ทุก Signal
4. อย่ากระโดดเล่นหลายคู่
4.1 ควรเล่นไม่เกิน 3 pair (ทุกวันนี้ผมยังคงเล่นแค่ 2 pair) และเล่น pair ที่ชอบและคุ้นเคยกับเรา ถ้าเราเล่นหลาย pair เราจะเสียโอกาสในการเปิด position เดิมที่ควรจะได้ คือถ้าเล่นเยอะ % ที่จะถูกมันก็น้อยลง การเล่นมันย่อมมีผิดพลาด ถ้าเราผิดตัวนี้แล้วเราไปเล่นตัวอื่น เราก็จะพลาดตัวอื่นต่อ ในขณะที่รอบหน้าของตัวแรกที่พลาดอาจจะถูก แต่เราไม่ได้เทรดมัน เทรด 10 ครั้งควรจะถูก 6-7 ครั้งแต่ถ้าเราโดดไปตัวอื่น ทีนี้เราก็จะไม่ได้ 10:6 หรือ 10:7 แล้ว
5. ดูที่อารมณ์ตลาด(Market emotion) – รูปแบบที่แน่นอนของแท่งเทียน
6. ดูจังหวะตลาด(Market Rhythm) และ trend line
7. R:R (Risk reward ratio) ควรเป็น 1:1 ขึ้นไป เช่น Reward 50 Stoploss ไม่เกิน 50
8. เมื่อราคาผ่านเส้น 20SMA มันจะกลับมาหาเส้น 55EMA
9. เมื่อราคาวิ่งทะลุผ่านเส้น 200SMA มันจะวิ่งกลับหาตัวมันเอง (200SMA) ก่อนที่จะวิ่งต่อไป
วิธีนี้ถือเป็นวิธีที่ง่ายๆ ไม่ยุ่งยากซับซ้อนครับ ถ้าจะใช้ต้องเรียนรู้ 3 เรื่องหลักๆ ครับ
1. Market Rhythm
2. Market Emotion
3. เครื่องมือต่างๆ MACD, MA, Trend Line
ส่วนเรื่องอื่นๆ หลักๆก็จะเป็นเรื่อง Self Management น่ะครับ คือการควบคุมอารมณ์ตัวเองทุกครั้งที่เทรด และตัดสินใจต้องมีการวางแผนครับ หรือเรียกว่า Risk Management ก็ได้ เช่นการเข้าเทรด การ Stoploss เป็นต้น
1. Market Rhythm หรือจังหวะตลาด เป็น pattern ที่จะเข้าไปเทรดครับ รูปแบบของกราฟจะต้องดูง่าย เช่นราคาจะต้องวิ่งหาเส้น SMA20 หรือ EMA55 แล้วก็วิ่งกลับไปคล้ายๆระรอกคลื่นน่ะครับ ถ้าเรามีการวาด Trend Line จะสามารถเห็นภาพได้ง่ายขึ้น สิ่งเหล่านี้จะเป็นตัวใช้ตัดสินใจในการคิดว่าจะเทรดหรือไม่ครับ (ยังไม่เทรดนะครับแค่สนในใจจะเทรดเฉยๆ)
2. Market Emotion คือลักษณะอารมณ์มหาชนช่วงนั้นว่าเค้าคิดอะไรกัน? ฟังดูเหมือนยากนะครับแต่จริงๆก็คือการดูแท่งเทียนน่ะครับ ซึ่งรูปแบบแท่งเทียนจะมีอยู่ประมาณ 10 กว่ารูปแบบที่ต้องศึกษาครับ จะบอกได้ว่ามหาชนคิดอะไร?ทำอะไร? ซึ่งเราจะสามารถตามน้ำไปกับพวกเขาได้ครับ ถ้ารูปแบบแท่งเทียนออกมาดี เช่นก้านของแท่งไปแตะที่เส้น EMA21 แล้ววิ่งกลับขึ้นไปเกิน 50% ของแท่ง ก็หมายความว่าราคามีความเป็นไปได้ว่าจะวิ่งกลับขึ้นไปตามจังหวะ Market Rhythm ครับ มาถึงจุดนี้เราสามารถมั่นใจว่าเรามาถูกทางแล้ว แต่... ยังไม่ใช่การ confirm ว่าจะเทรดนะครับ ทีนี้สิ่งที่เราควรทำลำดับต่อไปคือข้อต่อไปครับ
3. MACD ครับ MACD เราจะใช้ Period 4 hr. ครับ ซึ่งมีการพิสูจน์แล้วว่ามีการเกิด error ค่อนข้างจะน้อยที่สุดและน่าเทรดที่สุดครับ (ถ้าไม่นับ period daily ขึ้นไปนะครับ จริงที่ว่า daily จะเกิด error น้อยกว่า แต่เราก็กำหนดจุด Stop loss จนอ้วกน่ะครับ บางทีมากกว่า 100pips อีกครับ) ทีนี้มาเข้าเรื่องต่อคือ MACD4hr นะครับ หลังจากที่เราดูตลาด(จากข้อ 1 และ2 เรียบน้อยแล้ว) ทีนี้เราจะมาดู MACD ครับเพื่อใช้ Confirm การ Trade ถ้าเกิดสัญญานต่อไปนี้ก็สามารถที่จะทำการเปิด position ได้ครับคือ
1. Trend Continue
2. Round top
3. Round Bottom
4. Zero Breaking
5. Double Top
6. Double Bottom
7. Higher Low
8. Lower High
สัญญานตัวนี้เป็นสัญญานสากลที่หลายๆคนรู้จัก และนำไปดูที่กราฟครับ (แต่เราดูที่ MACD ครับ) ถ้าเกิดสัญญานนี้ก็สามารถเปิดการเทรดได้เลยครับ แต่...ต้องพิจารณาข้อที่ 1 และ 2 ก่อนนะครับอันนี้สำคัญมากๆ ครับ เราจะไม่ใช้เครื่องมือเทรด แต่เราจะใช้เครื่องมือในการ confirm การตัดสินใจเท่านั้นครับ เพราะถ้าใช้เครื่องมืออย่างเดียว สังเกตได้ว่าวันนึงจะมีให้เป็นเป็นร้อยครั้งครับ แต่ความไม่แน่นอนมันมากเกินไปครับ เราดู Market Rhythm กับ Emotion ก่อนดีกว่าครับ
สาเหตุที่ใช้ MACD เพราะว่า MACD เป็นเครื่องมือที่ถือว่าให้สัญญานได้ช้าที่สุด แต่แม่นยำที่สุดครับ เพราะฉะนั้นผมจึงใช้ indy แค่ตัวนี้ตัวเดียวเท่านั้นครับ ใช้หลายเครื่องมือมันดูดีดูเป็น pro จริงครับ แต่มันเข้าใจยากและก็ไม่ค่อยมีผลงานดีซักเท่าไหร่ครับ ผมว่าความเป็น Simple เป็นอะไรที่ดีที่สุดแล้วครับ วิธีนี้ค่อนข้างจะหวานเย็นนะครับ แต่ confirm ได้ว่าคุณได้กำไรแน่นอนครับ แต่ไม่ใช่ว่าจะได้ทุกเทรดนะครับ เพียงแต่เราสามารถที่จะหา high probability ที่ดีที่สุดได้ครับ เช่นเทรด 10 ครั้งคุณจะพลาดประมาณ 3 ครั้งครับ หรืออย่างมากก็ 4 ครับ... แต่แนะนำนะครับเล่นแค่ pair เดียวหรือ 2 pair ที่ชอบก็พอนะครับ ด้วยเหตุผลที่ว่าเราจะได้เข้าได้ทุกจังหวะครับ และก็ถ้าเสียเราจะไม่เสียเป็นดับเบิ้ลครับ
10/08/2009
4 Hour MACD Strategy
MACDเป็นเครื่องมือที่มีความแม่นยำมากกว่าเครื่องมือตัวอื่นๆจุดตัดกันของสัญญาณจึงสามารถบอกถึงการกลับทิศทางของราคาได้บางครั้งสามารถเตือนล่วงหน้าได้หลายชั่วโมงหรืออาจจะเป็นวันได้ก่อนที่ราคาจะกลับตัวจริง
รูปAและDเป็นสัญญาณการกลับทิศทางของราคาวงกลมสีแดงเป็นจุดเข้าซื้อขายรูปBและCเป็นสัญญาณขึ้นต่อเนื่องหรือลงต่อเนื่องคือทิศทางยังคงต่อเนื่องไม่เปลี่ยนแปลง
และวงกลมสีแดงเป็นจุดเข้าซื้อขาย
10/07/2009
Leverage คืออะไร?
Leverage 1:100 แปลว่า เราใช้ทุนของเราเองเพียง 1 เพื่อสั่งซื้อ-ขาย 100
Leverage ที่มากขึ้น ทำให้ใช้ margin น้อยลงแต่ก็จะมีความเสี่ยงเพิ่มขึ่นเช่นกัน
หากใช้ Leverage 1:100 จะใช้ margin = $1,000
หากใช Leverage 1:200 จะใช้ margin = $500
หากใช Leverage 1:500 จะใช้ margin = $200
ข้อดีของ Leverage คือ การได้ใช้ margin ลดลง อาจจะทำให้ถือลบ ได้นานขึ้น
9/22/2009
Stop Loss คืออะไร
วิธีการ Stop Loss มักจะใช้เพื่อจุดประสงค์ใน 2 กรณี
1. ใช้เพื่อหยุดการขาดทุน เพื่อปกป้องเงินลงทุนเริ่มต้น
2. ใช้เพื่อปกป้องผลกำไรที่กำลังลดน้อยลง
Trailing Stops คืออะไร
วิธีการ คือ เราตั้ง % หรือตัวเลขตัวนึงจากจุดสูงสุด ถ้าราคามันทรงๆ หรือขึ้นไปเรื่อยๆ ก็จะยังไม่ขาย โดยราคาที่กำหนดให้ขายจะขึ้นตามราคาสูงสุดของหุ้นไปเรื่อยๆ
เช่นเราอาจจะกำหนดว่า เราจะขายหุ้น ถ้าราคาตกลงมาจากจุดสูงสุด 20% ให้ขายทันที ใช้ได้ดีกับราคาที่วิ่งขึ้นแรงๆหรือลงแรงๆ ควรใช้กับการซื้อขายแบบ Long term ระบบนี้กำไรแน่นอน
9/21/2009
Hedgingคืออะไร
เช่น เมื่อเราซื้อ Buy ไว้เพื่อรอให้ราคาขึ้นแต่เกิดความไม่แน่นอนเกิดขึ้นราคากลับตกลงมาต่ำกว่าราคาที่เราซื้อbuyไว้ เราสามารถทำ Hedging โดยการเปิดขาย Sell ในทางตรงกันข้ามเพื่อจำกัดการขาดทุนไว้ไม่ให้มากไปกว่านี้
Averageคืออะไร
การซื้อขายแบบ Day Trade
1. มีหลักการวางแผนที่ดีเพราะต้องเข้าเร็วออกเร็ว
2. เทคนิคต้องแม่นในระดับนาที
3. ต้องดู chart ได้หลายมิติ 5, 15, 30, 60 นาที
4. จังหวะการเข้าต้องดี สภาพคล่องต้องสูง
5. ต้องมีวินัยสูง ถึงเวลากำไรต้องออกอย่าถือยาว
6. ต้องควบคุมอารมณ์ตัวเองให้ได้เพราะราคาจะแกว่งตลอด
7. ถ้าไม่เป็นไปตามที่คาดหวังไว้ จะต้องปิด position ทิ้งทันที(อย่ามัวแต่นั่งรอความหวัง)














