"Self-conquest is the greats of victory" การชนะใจตนเอง คือ ชัยชนะที่ยิ่งใหญ่ที่สุด
Showing posts with label Quantitative Easing. Show all posts
Showing posts with label Quantitative Easing. Show all posts

2/21/2013

QE 1 2 3

มาตรการผ่อนคลายทางการเงิน (Quantitative Easing, QE) คือ หนึ่งในทางเลือกหลักที่ธนาคารกลางแต่ละประเทศใช้ในการควบคุมปริมาณเงินในระบบเศรษฐกิจสาเหตุที่ QE เริ่มเป็นอีกปัจจัยที่นักลงทุนให้ความสำคัญนั้น ก็เริ่มมาจากคราวที่ FED หรือธนาคารกลางสหรัฐฯ มีการใช้ QE ในการแก้ปัญหาวิกฤติซับไพรม์
ช่วงเกิดวิกฤติซับไพร์ม หรือ  QE1 ซึ่งมีการประกาศใช้วันที่ 28-29 ต.ค.2551  จำนวน 6  แสนล้านดอลลาร์สหรัฐโดยการออกมาตรการQE1 ในช่วงปลาย พ.ย.2551 - มี.ค.2552 เพื่ออุ้มสถาบันการเงินไม่ให้ล้ม พร้อมกับเพื่อพยุงตลาดอสังหาริมทรัพย์ด้วยการรับซื้อหนี้จำนองจากพอร์ตธนาคารพาณิชย์ผ่านโครงการ TALF (Term Asset-Backed Securities Loan Facilities) รวมมูลค่าราว 1.75 ล้านล้านเหรียญ โดยหวังว่าเศรษฐกิจสหรัฐฯจะฟื้นตัวขึ้น แต่เมื่อเศรษฐกิจสหรัฐฯ ไม่ได้ฟื้นตัวขึ้นดังหวัง FED
จึงประกาศใช้ QE2 ต่อ ด้วยการเข้าซื้อพันธบัตรระยะยาวในตลาดตั้งแต่ต้นเดือน พ.ย.2553 – มิ.ย.2554 อีก 6 แสนล้านเหรียญ โดยผลจาก QE ทั้ง 2 ครั้ง กลับส่งผลเสียต่อค่าเงินดอลลาร์สรอ.ที่อ่อนค่าลงมาก
ส่วน QE3 ที่โผล่ตามมาติดๆ เมื่อวันที่ 13 กันยายน 2555
QE4 , FED ประกาศใช้ QE4 ด้วยการซื้อพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐรอบใหม่วงเงิน 4.5 หมื่นล้านดอลลาร์ต่อเดือน เพื่อรองรับแนวโน้มเศรษฐกิจเมื่อมาตรการ Operation Twist หมดอายุลง 12 ธันวาคม 2555



7/23/2011

คิวอี3รีเทิร์น?เฟดเล็งหว่านเงินรอบสาม เมื่อพญาอินทรียังลุกไม่ขึ้น

เป็นภาวะที่กลืนไม่เข้าและคายไม่ออก เมื่อบรรดาผู้กำหนดนโยบายของธนาคารกลางสหรัฐ หรือเฟด กำลังเสียงแตกกันอย่างหนักหน่วงว่าจะเดินหน้ากระตุ้นเศรษฐกิจรอบต่อไปหรือไม่ เนื่องจากในขณะนี้สภาพเศรษฐกิจสหรัฐยังไม่อาจจะฟื้นตัวได้อย่างเต็มที่และเชื่องช้าเต็มทน โดยเฉพาะการจ้างงานใหม่นั้นเพิ่มขึ้นในระดับที่ไม่น่าพึงพอใจนัก

จากข้อมูลล่าสุดในเดือน มิ.ย.นั้น ได้ส่งสัญญาณชัดเจนถึงความเชื่องช้าของเศรษฐกิจสหรัฐในรอบหลายเดือน การสร้างงานใหม่เกิดขึ้นเพียง 1.8 หมื่นตำแหน่ง น้อยที่สุดในรอบ 9 เดือน และอัตราการว่างงานเดือนล่าสุดของสหรัฐยังอยู่ในระดับชนเพดานที่ 9.2% สูงสุดในรอบปีนี้ ถือเป็นงานหนักของสหรัฐที่จะต้องพยายามขุดให้คนสหรัฐมีงานทำกันให้ได้ เพราะต้องไม่ลืมว่าแรงขับเคลื่อนของเศรษฐกิจพญาอินทรีนั้น 2 ใน 3 มาจากการใช้จ่ายของผู้บริโภค

ถ้าคนตกงานไม่ใช้เงิน เศรษฐกิจสหรัฐย่อมเป็นอัมพาตไปในทันที นั่นคือความจริงที่ไม่น่าพิสมัยนักของปรัชญาเศรษฐกิจทุนนิยมแบบอเมริกัน ที่กำลังเจอเข้ากับภาวะจนตรอกในยุคสหัสวรรษใหม่..!

ในรายงานการประชุมครั้งล่าสุดของบรรดาเจ้าหน้าที่กำหนดนโยบายของเฟดนั้น ปรากฏว่าเจ้าหน้าที่ส่วนหนึ่งมีความเห็นและสนับสนุนให้เฟดนำมาตรการการกระตุ้นเศรษฐกิจออกมาใช้อีกระลอกหนึ่ง หลังจากที่เคยประกาศใช้มาแล้วถึง 2 ครั้ง คือ นโยบายการเงินผ่อนปรนเชิงปริมาณ (Quantative Easing)

ในครั้งแรก ได้ประกาศใช้ไปเมื่อช่วงต้นปี 2009 ซึ่งเป็นช่วงที่สหรัฐกำลังอยู่ในห้วงเหวแห่งภาวะเศรษฐกิจถดถอยอย่างหนักหน่วง และในครั้งที่ 2 ในช่วงปลายปี 2010 ที่เฟดหวังว่านโยบายดังกล่าวจะช่วยเป็นพลังขับเคลื่อนการสร้างให้กับชาวอเมริกัน

ภายใต้นโยบายดังกล่าว เฟดจะรับซื้อคืนพันธบัตรรัฐบาลจากธนาคารพาณิชย์ เป็นการปล่อยกระแสเงินเข้าสู่ระบบทางอ้อมและเป็นการช่วยกดให้อัตราดอกเบี้ยสหรัฐอยู่ในระดับต่ำต่อไป

เมื่อครั้งการประกาศใช้นโยบายนี้เป็นหนที่ 2 เมื่อเดือน พ.ย. 2010 ที่ผ่านมา เฟดได้ทุ่มงบประมาณมากถึง 6 แสนล้านเหรียญสหรัฐ ทยอยรับซื้อคืนพันธบัตรของรัฐบาล เพื่อช่วยให้ธนาคารพาณิชย์เหล่านั้นมีกระแสเงินสดคล่องตัวเปิดทางให้ปล่อยกู้ให้มากขึ้น เป็นทั้งการกระตุ้นเศรษฐกิจโดยตรง และกดอัตราดอกเบี้ยสหรัฐให้อยู่ในระดับต่ำที่ 00.25% ต่อไปด้วย

อย่างไรก็ตาม กำหนดอายุเวลาของโครงการดังกล่าวเพิ่งจะหมดอายุลงไปเมื่อเดือน มิ.ย.ที่ผ่านมา เป็นการหมดอายุที่มาพร้อมๆ กับเสียงด่าขมไปทั่วโลก

เพราะแท้จริงแล้ว นโยบายดังกล่าวแทบจะไม่ได้ช่วยอะไรเลย

เพราะแท้จริงแล้ว คิวอียังสร้างความลำบากให้กับหลายประเทศทั่วโลก

ตัวเลขอัตราการว่างงานของสหรัฐยังสูงทะลุเพดาน ปริมาณการใช้สอยของผู้บริโภคยังไม่ฟื้นตัว และที่สำคัญเศรษฐกิจมะกันยังคงเซื่องซึมเหมือนเดิม การเติบโตของจีดีพีสหรัฐในไตรมาสแรกของปีนี้เติบโตขึ้นเพียง 1.8% เท่านั้น

เท่านั้นยังไม่พอ เฟดยังต้องปรับอัตราการเติบโตของจีดีพีทั้งปีนี้จากเดิมที่ 3.1-3.3% ลงมาอยู่ที่ 2.7-2.9% อีกด้วย เป็นสิ่งยืนยันว่านโยบายนี้ไม่ได้ช่วยอะไรแม้แต่น้อย

แต่ที่เลวร้ายที่สุด ผลข้างเคียงของนโยบายดังกล่าวได้สร้างความเสียหายไปทั่ว และเริ่มกลายเป็นปัจจัยคุกคามเศรษฐกิจสหรัฐเองมากขึ้นเรื่อยๆ ไม่ว่าจะเป็นอัตราเงินเฟ้อที่พุ่งสูงขึ้นมาอยู่ที่ 2.32% แล้ว

อีกทั้งการพิมพ์ธนบัตรและหว่านเงินเข้าสู่ระบบแบบตามใจฉัน ของนโยบายคิวอี 2 ยังทำให้ค่าเงินเหรียญสหรัฐอ่อนค่าลงเป็นประวัติการณ์ และต่อเนื่องเป็นระยะเวลานาน

หากจำกันได้เมื่อปีที่แล้ว หรือปี 2010 ถือเป็นปีที่เอเชียและกลุ่มประเทศเศรษฐกิจเกิดใหม่ต้องเจอกับผลข้างเคียงอย่างสาหัสเกือบจะทุกประเทศจากนโยบายคิวอีของเฟดที่ว่าการหว่านเงินลงสู่ระบบในช่วงเวลาที่ดอกเบี้ยสหรัฐต่ำเรียดติดดิน ได้ส่งผลให้กระแสทุนจากสหรัฐต่างไหลออกเข้าสู่ตลาดเกิดใหม่ที่มีอัตราดอกเบี้ยผลตอบแทนสูงกว่า

ทุนเหล่านี้ได้เข้าเก็งกำไรกันอย่างบ้าคลั่งในตลาดทุนของเอเชีย และที่สำคัญได้ส่งผลให้เงินหลายสกุลในเอเชียต้องแข็งค่ากันอย่างรุนแรง รวมถึงเงินบาทของไทย ส่งผลกระทบต่อภาคการส่งออกอย่างแสนสาหัส

ไม่แปลกที่นโยบายคิวอีของเฟดจะเป็นสิ่งที่ไม่เฉพาะนักเศรษฐศาสตร์ในสหรัฐเท่านั้น แต่เกือบจะทุกประเทศทั่วโลกด้วยซ้ำที่ออกอาการ “แขยง” พฤติกรรมของเฟดดังกล่าวที่พิมพ์พันธบัตรหว่านเงินอย่างเปล่าประโยชน์ ซึ่งสร้างความเสียหายไปทั่วโลก

ดังนั้น จึงกล่าวได้อย่างชัดเจนว่า เฟดกำลังเดินมาถึงจุดที่ยากลำบากมากที่สุดครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์สหรัฐ ที่จะเดินหน้าต่อด้วยการหว่านเงินกระตุ้นก็จะถูกต่อต้านจากทั้งภายในและภายนอกประเทศแต่ในขณะเดียวกันก็ไม่อาจจะวางเฉยต่อสภาพเศรษฐกิจที่แน่นิ่งต่อไปได้เช่นกัน

กระนั้นก็ตาม บางกระแสมองโลกในแง่ดีว่า ความแตกตื่นที่ว่าเฟดจะนำมาตรการคิวอีกลับมาใช้อีกครั้งนั้น เป็นเพียงการตีความรายงานการประชุมของเฟดกันไปเองของเหล่านักลงทุน

เพราะธนาคารกลางสหรัฐไม่น่าจะกล้านำมาตรการดังกล่าวกลับมาใช้อีกครั้ง เพราะเห็นกันชัดๆ อยู่แล้วว่าไม่ได้ผล และยังส่งผลข้างเคียง

หรือหากจะนำกลับมาใช้จริงอีกครั้ง ก็อาจจะมีขึ้นอย่างเร็วที่สุดในช่วงปีหน้า ซึ่งเมื่อถึงเวลานั้นเศรษฐกิจของสหรัฐก็น่าจะกระเตื้องดีกว่าในระดับปัจจุบันนี้แล้ว

แต่กระนั้น ถ้าหากพิจารณาสภาพเศรษฐกิจโลกในวันนี้ ก็ต้องยอมรับกันว่ามีเปอร์เซ็นต์ที่นโยบายนี้จะฟื้นคืนชีพอีกครั้งไม่น้อย

ไม่ว่าจะราคาน้ำมันที่พุ่งขึ้นต่อเนื่อง ซึ่งเป็นปัจจัยทุบความเชื่อมั่นของผู้บริโภคสหรัฐดีๆ นี่เอง

ไม่ว่าจะเป็นวิกฤตหนี้ในยุโรป ที่พลอยทำให้สหรัฐซบเซาลงตามไปด้วย

ไม่ว่าจะผลกระทบจากการฟุบตัวลงของเศรษฐกิจญี่ปุ่นหลังเกิดแผ่นดินไหวและสึนามิถล่มครั้งรุนแรงที่สุดของแดนปลาดิบเมื่อวันที่ 11 มี.ค. ที่ทำเอาภาคการผลิตยานยนต์ของญี่ปุ่นที่มีฐานการผลิตกระจายอยู่ในสหรัฐเซื่องซึมลงไปด้วย

ปัจจัยลบเหล่านี้ ถือว่ามีน้ำหนักพอที่จะทำให้สหรัฐกลับมาปั๊มเงินหว่านกันอีกรอบหากเข้าตาจนจริงๆ และเมื่อนั้น คงได้แต่สวดมนต์รอรับชะตากรรมกับคิวอี 3 กันถ้วนหน้า..!

Post Today
Last update : 7/14/2011

4/30/2011

เฟด กับการรอโอกาสเปิด QE3

money เป็นไปตามคาดการณ์ของหลายฝ่าย เมื่อธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) จะยุติมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจรอบ 2 ผ่านการผ่อนปรนเชิงปริมาณ หรือ QE2 ตามกำหนดการเดิมในเดือนมิ.ย. นี้ โดยไม่มีการยุติมาตรการลงกลางคัน ดังที่เคยมีกระแสถกเถียงกัน หลังจากที่เศรษฐกิจสหรัฐเริ่มแสดงอาการที่ดีขึ้น

“เรากำลังจะยุติมาตรการการซื้อพันธบัตร” คือคำกล่าวยืนยันจาก เบน เบอร์แนนคี ผู้ว่าการ เฟด และถือเป็นคำกล่าวที่ค่อนข้างมีน้ำหนัก หากพิจารณาจากการที่ผู้ว่าการ เฟด ได้กล่าวประโยคนี้ต่อหน้าสื่อมวลชนเป็นครั้งแรก และเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ 97 ปีที่ เฟด จัดแถลงข่าวต่อหน้าสื่อ

ก่อนหน้านี้ เฟด มักเปิดเผยรายละเอียดมติและความเห็นของที่ประชุมคณะกรรมการกำหนดนโยบาย (FOMC) ในช่วงเดือนหลังการประชุม และเป็นการเปิดเผยเฉพาะตัวรายงานสรุปการประชุมเท่านั้น

คำยืนยันและการสร้างปรากฏการณ์ใหม่ของ เบอร์แนนคี เป็นการตอกย้ำถึงความน่าเชื่อถือของ เฟด ให้ประชาชนสหรัฐและชาวโลกได้มั่นใจว่า การยุติมาตรการ QE2 เป็นไปตามครรลองที่เหมาะสมแล้ว

อย่างไรก็ตาม เบอร์แนนคี ไม่ได้ยืนยันว่าการยุติมาตรการ QE2 หมายถึงสภาพเศรษฐกิจที่ดีขึ้น หลังจากที่ รัฐบาลสหรัฐทุ่มงบประมาณไปกับการกระตุ้นเศรษฐกิจไปแล้วถึง 1.8 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ นับตั้งแต่ปี 2551 ตรงกันข้าม การยุติมาตรการ QE2 ตามกำหนด สะท้อนถึงเหตุการณ์ที่เคยเกิดขึ้นก่อนหน้านี้

เมื่อเดือน พ.ย. 2553 เฟด พยายามยุติมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ QE2 ลงกลางคัน หลังจากที่ปรากฏสัญญาณบ่งชี้ถึงแนวโน้มการฟื้นตัว แต่แล้วสัญญาณบ่งชี้กลับเป็นสัญญาณลวงจน เฟด ต้องเริ่มมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจแทบไม่ทันตั้งตัว เพราะด้วยสัญญาณลวง ยังผลให้สหรัฐถึงกับแทบเผชิญภาวะเศรษฐกิจถดถอยซ้ำซ้อน แม้แต่ในคราวนี้ตลาดทุนยังรับสัญญาณที่ผิดๆ จาก เฟด ยังผลให้ดัชนีแนสแด็ก ซื้อขายกันอย่างคึกคักที่สุดในรอบ 10 ปี

การยุติมาตรการ QE2 ตามกำหนดบ่งชี้ว่า เฟด จะไม่ยอมปล่อยให้สัญญาณลวงมาเดิมพันกับอนาคตของเศรษฐกิจอีกครั้ง และหากถึงกำหนดการถอนตัวจาก QE2 ในเดือน มิ.ย. นี้แล้ว หากสถานการณ์ยังไม่ดีขึ้น โอกาสที่จะกระตุ้นเศรษฐกิจต่อไป มีอยู่สูงพอสมควร

หมายความว่า เฟด จะคลอดมาตรการ QE3 ในอีกไม่นาน หลังจากยุติ QE2 เพื่อสำรวจปฏิกิริยาของเศรษฐกิจในชั่วระยะเวลาหนึ่ง

ปฏิกิริยาที่ว่านี้ คือ ความสามารถที่เศรษฐกิจจะเคลื่อนไปข้างหน้าได้โดยลำพัง ไม่จำเป็นต้องพึ่งพาแรงกระตุ้นพิเศษอีกต่อไป เพราะหากยิ่งกระตุ้นมากขึ้น สหรัฐจะเผชิญกับภาวะ 2 สูง นั่นคือ อัตราว่างงานสูงและอัตราเงินเฟ้อสูงซึ่งเป็น 2 ปรากฏการณ์ที่ไม่เกิดขึ้นพร้อมๆ กัน แต่หากเกิดขึ้นพร้อมกันเมื่อใด หมายความว่าสหรัฐกำลังตกที่นั่งลำบากอย่างร้ายแรง

คณะกรรมการ FOMC ของเฟด แถลงว่า “อัตราการฟื้นตัวของเศรษฐกิจสหรัฐอยู่ในระดับพอประมาณและสภาพการณ์ในตลาดแรงงานฟื้นตัวอย่างต่อเนื่อง”

อย่างไรก็ตาม แถลงการณ์ของ FOMC ดูเหมือนจะขัดแย้งกับท่าทีและแถลงการณ์ก่อนหน้านี้อย่างสิ้นเชิง  แถลงการณ์ของ FOMC ระบุตัวเลขคาดการณ์ไว้ว่า เศรษฐกิจสหรัฐจะขยายตัวที่3.1-3.3% ในปีนี้ ซึ่งแม้จะต่ำกว่าที่เคยประเมินไว้ แต่ยังนับว่าสูงกว่า ตัวเลขคาดการณ์ของ เบอร์แนนคี ที่เชื่อว่า จะขยายตัวที่ราว 2% ถือเป็นอัตราที่แสดงถึงอาการค่อนข้างอ่อนแรง

ขณะที่นักวิเคราะห์คาดว่า อัตราการขยายตัวช่วงไตรมาสแรกจะเหลือเพียง 2% จากไตรมาส 4 ปีที่แล้วที่ 3.1% มีอย่างหนึ่งที่ FOMC เบอร์แนนคี นักวิเคราะห์ และอาจรวมถึงรัฐบาลสหรัฐ เห็นตรงกันก็คือ บัดนี้ ภัยคุกคามจากภาวะเงินเฟ้อได้ทวีความรุนแรงขึ้นอย่างมาก ซึ่งความกังวลเกี่ยวกับเรื่องนี้ ไม่นับว่าผิดความคาดหมายนัก เพราะเฟด มักมีปฏิกิริยาต่อภาวะเงินเฟ้อที่รวดเร็วและบางครั้งถึงกับตื่นตูม

เฟด มักยกให้เงินเฟ้อเป็นปัญหาใหญ่ไม่น้อยกว่าปัญหาว่างงาน แต่ที่ผ่านมา เฟด มีความเปราะบางกับปัญหาเงินเฟ้อมากกว่า เนื่องจากคงจะเห็นว่า เงินเฟ้อจะส่งผลกระทบโดยตรงต่อการใช้จ่ายผู้บริโภค ซึ่งเป็นพลวัตหลักของเศรษฐกิจสหรัฐ เนื่องจากภาคการบริโภคมีสัดส่วนสูงถึง 3 ใน 4 ของระบบเศรษฐกิจ

ขณะที่ รัฐบาลสหรัฐ มักมีปฏิกิริยาที่เปราะบางกับปัญหาว่างงาน เพราะการว่างงานไม่เพียงกระทบต่อรายได้ของประชาชน ที่จะนำมาใช้จ่ายเพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจเท่านั้น แต่ยังเป็นดัชนีที่บ่งชี้ถึงความสามารถของรัฐบาลที่จะยกระดับการกินดีอยู่ดีของประชาชน หากตัวเลขเงินเฟ้อสูง เสถียรภาพของรัฐบาลย่อมจะสั่นคลอน

อาจกล่าวได้ว่า รัฐบาลมักให้น้ำหนักกับการว่างงานเท่าใด เฟด จะให้น้ำหนักกับเงินเฟ้อมากเท่านั้น วันนี้ อัตราเงินเฟ้อ แม้จะต่ำกว่า 4% แต่เริ่มสูงขึ้นจนถึง 3% แล้ว ส่วนอัตราว่างงานแม้จะลดลง แต่ยังอยู่ในโซนอันตรายที่ 89% ด้วยปัจจัยเหล่านี้ จึงไม่น่าประหลาดใจที่นักลงทุนและนักวิเคราะห์เชื่อว่า การยุติมาตรการ QE2มิได้หมายถึงการสิ้นสุดของภาวะเศรษฐกิจซบเซาแต่หมายถึงการหยุดพัก หากมาตรการ QE2 ไม่ได้ผลเต็มเม็ดเต็มหน่วยในช่วงไตรมาส 2 หรือเป็นเพียงสัญญาณบวกแบบลวงๆ ดังที่เคยเกิดขึ้นช่วงปลายปีที่แล้ว มีโอกาสที่ เฟด จะต้องหันกลับไตร่ตรองมาตรการที่เหมาะสมในขั้นตอนต่อไป

จนกว่าสหรัฐจะเข้าที่เข้าทางอย่างแท้จริงเราอาจได้เห็น QE อีกหลายเวอร์ชัน

Post Today
Last update : 4/29/2011

10/30/2010

Quantitative Easing หรือ QE

QE คืออะไร ตอบแบบสั้นๆ คือการที่ธนาคารกลางเพิ่มเงินปริมาณมหาศาลเข้าสู่ระบบโดยตรง ด้วยการเข้าซื้อสินทรัพย์ คือตราสารทางการเงินต่างๆในตลาดอย่างจริงจัง มีผลทำให้งบดุล (Balance Sheet) ของธนาคารกลางบวมเป่ง ทั้งทางฝั่ง Asset (ตราสารที่ซื้อเข้ามา) และฝั่ง Liability (เงินที่จ่ายออกไป)

สิ่งที่ตามมากับนโยบาย QE เหมือนกับเงาก็คืออัตราเงินเฟ้อ เพราะกระแสเงินที่ไหลเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจจะทำให้กำลังซื้อของภาคเอกชนเพิ่มขึ้น ขณะที่สินค้าและบริการต่าง ๆ ยังคงมีบริมาณเท่าเดิม และความเชื่อมั่นในค่าเงินดอลล่าร์สหรัฐที่จะลดลง และหันไปลงทุนใน Safe Haven ต่าง ๆ (หนึ่งในนั้นคือทองคำ)