"Self-conquest is the greats of victory" การชนะใจตนเอง คือ ชัยชนะที่ยิ่งใหญ่ที่สุด
Showing posts with label Indicators. Show all posts
Showing posts with label Indicators. Show all posts

10/09/2009

4H MACD PRICE MOVEMENT RULES







4H MACD PRICE MOVEMENT RULES

1. ในการดูราคาในจุดที่จะ trade ควรดูสิ่งนี้ควบคู่กันด้วย (ทุกครั้ง )
1.1 Moving Average, Trend line, แนวรับ แนวต้าน และตัวเลขจิตวิทยา (พวกเลข 00, 200.00, 1.50, 100.00)
1.2 แล้วมาดู MACD signal เพื่อเป็นการ confirm ในการเทรด
2. ทำการบ้านเยอะๆ เกี่ยวกับ price movement หรือ Market rhythm เช่น print graph 4hr ย้อนหลัง 1 ปีมานั่งปิดแล้วดูแล้ววิเคราะห์แท่งเทียนถัดไป
3. ห้ามเทรด MACD ทุก Signal
4. อย่ากระโดดเล่นหลายคู่
4.1 ควรเล่นไม่เกิน 3 pair (ทุกวันนี้ผมยังคงเล่นแค่ 2 pair) และเล่น pair ที่ชอบและคุ้นเคยกับเรา ถ้าเราเล่นหลาย pair เราจะเสียโอกาสในการเปิด position เดิมที่ควรจะได้ คือถ้าเล่นเยอะ % ที่จะถูกมันก็น้อยลง การเล่นมันย่อมมีผิดพลาด ถ้าเราผิดตัวนี้แล้วเราไปเล่นตัวอื่น เราก็จะพลาดตัวอื่นต่อ ในขณะที่รอบหน้าของตัวแรกที่พลาดอาจจะถูก แต่เราไม่ได้เทรดมัน เทรด 10 ครั้งควรจะถูก 6-7 ครั้งแต่ถ้าเราโดดไปตัวอื่น ทีนี้เราก็จะไม่ได้ 10:6 หรือ 10:7 แล้ว
5. ดูที่อารมณ์ตลาด(Market emotion) – รูปแบบที่แน่นอนของแท่งเทียน
6. ดูจังหวะตลาด(Market Rhythm) และ trend line
7. R:R (Risk reward ratio) ควรเป็น 1:1 ขึ้นไป เช่น Reward 50 Stoploss ไม่เกิน 50
8. เมื่อราคาผ่านเส้น 20SMA มันจะกลับมาหาเส้น 55EMA
9. เมื่อราคาวิ่งทะลุผ่านเส้น 200SMA มันจะวิ่งกลับหาตัวมันเอง (200SMA) ก่อนที่จะวิ่งต่อไป


วิธีนี้ถือเป็นวิธีที่ง่ายๆ ไม่ยุ่งยากซับซ้อนครับ ถ้าจะใช้ต้องเรียนรู้ 3 เรื่องหลักๆ ครับ

1. Market Rhythm
2. Market Emotion
3. เครื่องมือต่างๆ MACD, MA, Trend Line


ส่วนเรื่องอื่นๆ หลักๆก็จะเป็นเรื่อง Self Management น่ะครับ คือการควบคุมอารมณ์ตัวเองทุกครั้งที่เทรด และตัดสินใจต้องมีการวางแผนครับ หรือเรียกว่า Risk Management ก็ได้ เช่นการเข้าเทรด การ Stoploss เป็นต้น

1. Market Rhythm หรือจังหวะตลาด เป็น pattern ที่จะเข้าไปเทรดครับ รูปแบบของกราฟจะต้องดูง่าย เช่นราคาจะต้องวิ่งหาเส้น SMA20 หรือ EMA55 แล้วก็วิ่งกลับไปคล้ายๆระรอกคลื่นน่ะครับ ถ้าเรามีการวาด Trend Line จะสามารถเห็นภาพได้ง่ายขึ้น สิ่งเหล่านี้จะเป็นตัวใช้ตัดสินใจในการคิดว่าจะเทรดหรือไม่ครับ (ยังไม่เทรดนะครับแค่สนในใจจะเทรดเฉยๆ)

2. Market Emotion คือลักษณะอารมณ์มหาชนช่วงนั้นว่าเค้าคิดอะไรกัน? ฟังดูเหมือนยากนะครับแต่จริงๆก็คือการดูแท่งเทียนน่ะครับ ซึ่งรูปแบบแท่งเทียนจะมีอยู่ประมาณ 10 กว่ารูปแบบที่ต้องศึกษาครับ จะบอกได้ว่ามหาชนคิดอะไร?ทำอะไร? ซึ่งเราจะสามารถตามน้ำไปกับพวกเขาได้ครับ ถ้ารูปแบบแท่งเทียนออกมาดี เช่นก้านของแท่งไปแตะที่เส้น EMA21 แล้ววิ่งกลับขึ้นไปเกิน 50% ของแท่ง ก็หมายความว่าราคามีความเป็นไปได้ว่าจะวิ่งกลับขึ้นไปตามจังหวะ Market Rhythm ครับ มาถึงจุดนี้เราสามารถมั่นใจว่าเรามาถูกทางแล้ว แต่... ยังไม่ใช่การ confirm ว่าจะเทรดนะครับ ทีนี้สิ่งที่เราควรทำลำดับต่อไปคือข้อต่อไปครับ

3. MACD ครับ MACD เราจะใช้ Period 4 hr. ครับ ซึ่งมีการพิสูจน์แล้วว่ามีการเกิด error ค่อนข้างจะน้อยที่สุดและน่าเทรดที่สุดครับ (ถ้าไม่นับ period daily ขึ้นไปนะครับ จริงที่ว่า daily จะเกิด error น้อยกว่า แต่เราก็กำหนดจุด Stop loss จนอ้วกน่ะครับ บางทีมากกว่า 100pips อีกครับ) ทีนี้มาเข้าเรื่องต่อคือ MACD4hr นะครับ หลังจากที่เราดูตลาด(จากข้อ 1 และ2 เรียบน้อยแล้ว) ทีนี้เราจะมาดู MACD ครับเพื่อใช้ Confirm การ Trade ถ้าเกิดสัญญานต่อไปนี้ก็สามารถที่จะทำการเปิด position ได้ครับคือ
1. Trend Continue
2. Round top
3. Round Bottom
4. Zero Breaking
5. Double Top
6. Double Bottom
7. Higher Low
8. Lower High

สัญญานตัวนี้เป็นสัญญานสากลที่หลายๆคนรู้จัก และนำไปดูที่กราฟครับ (แต่เราดูที่ MACD ครับ) ถ้าเกิดสัญญานนี้ก็สามารถเปิดการเทรดได้เลยครับ แต่...ต้องพิจารณาข้อที่ 1 และ 2 ก่อนนะครับอันนี้สำคัญมากๆ ครับ เราจะไม่ใช้เครื่องมือเทรด แต่เราจะใช้เครื่องมือในการ confirm การตัดสินใจเท่านั้นครับ เพราะถ้าใช้เครื่องมืออย่างเดียว สังเกตได้ว่าวันนึงจะมีให้เป็นเป็นร้อยครั้งครับ แต่ความไม่แน่นอนมันมากเกินไปครับ เราดู Market Rhythm กับ Emotion ก่อนดีกว่าครับ

สาเหตุที่ใช้ MACD เพราะว่า MACD เป็นเครื่องมือที่ถือว่าให้สัญญานได้ช้าที่สุด แต่แม่นยำที่สุดครับ เพราะฉะนั้นผมจึงใช้ indy แค่ตัวนี้ตัวเดียวเท่านั้นครับ ใช้หลายเครื่องมือมันดูดีดูเป็น pro จริงครับ แต่มันเข้าใจยากและก็ไม่ค่อยมีผลงานดีซักเท่าไหร่ครับ ผมว่าความเป็น Simple เป็นอะไรที่ดีที่สุดแล้วครับ วิธีนี้ค่อนข้างจะหวานเย็นนะครับ แต่ confirm ได้ว่าคุณได้กำไรแน่นอนครับ แต่ไม่ใช่ว่าจะได้ทุกเทรดนะครับ เพียงแต่เราสามารถที่จะหา high probability ที่ดีที่สุดได้ครับ เช่นเทรด 10 ครั้งคุณจะพลาดประมาณ 3 ครั้งครับ หรืออย่างมากก็ 4 ครับ... แต่แนะนำนะครับเล่นแค่ pair เดียวหรือ 2 pair ที่ชอบก็พอนะครับ ด้วยเหตุผลที่ว่าเราจะได้เข้าได้ทุกจังหวะครับ และก็ถ้าเสียเราจะไม่เสียเป็นดับเบิ้ลครับ

10/08/2009

4 Hour MACD Strategy

4 Hour MACD Strategy
MACDเป็นเครื่องมือที่มีความแม่นยำมากกว่าเครื่องมือตัวอื่นๆจุดตัดกันของสัญญาณจึงสามารถบอกถึงการกลับทิศทางของราคาได้บางครั้งสามารถเตือนล่วงหน้าได้หลายชั่วโมงหรืออาจจะเป็นวันได้ก่อนที่ราคาจะกลับตัวจริง

รูปAและDเป็นสัญญาณการกลับทิศทางของราคาวงกลมสีแดงเป็นจุดเข้าซื้อขาย
รูปBและCเป็นสัญญาณขึ้นต่อเนื่องหรือลงต่อเนื่องคือทิศทางยังคงต่อเนื่องไม่เปลี่ยนแปลง
และวงกลมสีแดงเป็นจุดเข้าซื้อขาย




8/24/2009

Moving Average, Stochastic, RSI, MACD


Moving Average

คือเส้นค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่ เป็นเครื่องมือในการติดตามแนวโน้มราคาว่าใกล้จะสิ้นสุดหรือกำลังจะเปลี่ยนแนวโน้มใหม่หรือยัง


สัญญาณซื้อและสัญญาณขาย
สัญญาณซื้อ เกิดขึ้นเมื่อราคาตัดเส้นค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่ของตัวมันเองจากข้างล่างขึ้นข้างบน หรือเส้นค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่ที่มีระยะเวลาสั้นกว่าได้ตัดเส้นค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่ที่มีระยะเวลายาวนานกว่า จากข้างล่างขึ้นข้างบน
สัญญาณขาย เกิดขึ้นเมื่อราคาตัดเส้นค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่ของตัวมันเองจากข้างบนลงข้างล่าง หรือเส้นค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่ที่มีระยะเวลาสั้นกว่าได้ตัดเส้นค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่ที่มีระยะเวลายาวนานกว่า จากข้างบนลงข้างล่าง


การอ่านสัญญาณจากเส้นค่าเฉลี่ยสองเส้น ถ้าเส้นค่าเฉลี่ยระยะสั้นตัดลงผ่านเส้นค่าเฉลี่ยระยะยาวให้ขาย และถ้าเส้นค่าเฉลี่ยระยะสั้นตัดขึ้นผ่านเส้นค่าเฉลี่ยระยะยาวให้ซื้อ
นอกจากนี้ ตัวของเส้นค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่เองยังสามารถเป็นได้ทั้งแนวรับและแนวต้าน คือ ในตอนที่ราคากำลังขึ้นเส้นค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่จะทำหน้าที่เป็นแนวรับ ถ้าราคาเปลี่ยนทิศทางและตกต่ำกว่าเส้นค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่ที่เป็นแนวรับแสดงว่าแนวโน้มได้เปลี่ยนแล้วเส้นค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่จะกลับมาอยู่เหนือราคาและกลายเป็นแนวต้านไป


รูปแบบของเส้นค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่
1.Simple Moving Average (SMA)เป็นชนิดที่ง่ายที่สุด อาศัยวิธีหาค่าเฉลี่ยแบบเลขคณิตเข้ามาคำนวณและข้อมูลแต่ละตัวถูกให้น้ำหนักที่เท่าๆกัน
2.Linear Weighted Moving Average (WMA) เป็นค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่แบบถ่วงน้ำหนักแบบหนึ่ง ที่นำเอาวิธีทางสถิติมาปรับให้ค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่ตอบสนองต่อการเปลี่ยนแปลงของราคาเร็วขึ้น โดยการจัดสรรน้ำหนักให้แก่ข้อมูลแตกต่างกัน ข้อมูลที่เพิ่งเกิดขึ้นล่าสุด จะได้รับการถ่วงน้ำหนักมากกว่าข้อมูลในอดีตนานมาแล้ว
3.Exponential Moving Average (EMA) เป็นการคำนวณค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่แบบถ่วงน้ำหนักที่ซับซ้อนมากขึ้นกว่าแบบ Weighted Moving Average แบบธรรมดา โดยมีการนำเอาค่าความผิดพลาดจากการพยากรณ์มาปรับค่าเฉลี่ยตัวต่อไปให้ถูกต้องมากขึ้น
ระยะเวลาหรือจำนวนวันที่ใช้ในการคำนวณ Moving Average
จำนวนวันที่ใช้กันบ่อยๆสำหรับค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่ มักจะใกล้เคียงกับรอบระยะเวลาทางปฏิทิน ซึ่งที่นิยมใช้กันก็คือ 20, 25, 50, 75, 100, 200 นอกจากนี้ก็อาจมีการใช้จำนวนวันให้เร็วขึ้นอีกเพื่อผลในการซื้อขายวันต่อวันเช่น 5, 10 เป็นต้น ทั้งนี้การใช้จำนวนวันที่สั้นลงจะทำให้ค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่เคลื่อนไหวได้เร็วขึ้น ซึ่งจะทำให้สามารถส่งสัญญาณซื้อขายได้รวดเร็ว แต่ก็มีข้อเสียคือสัญญาณที่เกิดขึ้น อาจจะเป็นสัญญาณปลอมอันเป็นผลมาจากการที่มันเคลื่อนที่เร็วเกินไปนั่นเอง จำนวนวันที่จะเลือกใช้กับระบบค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่นี้ขึ้นอยู่กับว่า คุณกำลังเล่นกับตลาดในระยะสั้นหรือระยะยาว

Stochastic Oscillator

เป็นเครื่องมือที่นิยมใช้กันมากสำหรับตลาดที่แกว่งตัวแบบ Sideway และสำหรับคนที่ชอบเข้าออกเร็ว

จังหวะในการซื้อขาย
เส้นเกณฑ์ที่จะกำหนดเขตซื้อมากเกินไปหรือขายมากเกินไป จะอยู่ที่เส้น 80 และเส้น 20
ให้ซื้อเมื่อ Oscillator ปรับตัวลงต่ำกว่าระดับ 20 และกำลังกลับขึ้นมาอยู่เหนือระดับ 20
ให้ขายเมื่อ Oscillator ปรับตัวขึ้นมาเหนือระดับ 80 และกำลังจะวกตัวกลับลงมาตัดระดับ 80


RSI (Relative Strength Index)

เป็น Indicator ที่ได้รับการพัฒนาโดยนาย J. Welles Wilder โดยมีพื้นฐานมาจาก Momentum ค่าที่นิยมใช้มี 4, 9, 14 วัน นอกจากนี้ RSI ยังเป็นเครื่องมืออันหนึ่งที่ใช้วัดความแข็งแกร่งของราคาว่าขึ้นลงในลักษณะที่มีแรงหนุนหรือมีความเฉื่อยมากน้อยเพียงใด ค่า RSI จะมีค่าอยู่ระหว่าง 0 – 100
กฎเกณฑ์ที่ใช้กับ RSI
1.Overbought , Oversold
เขตที่จัดว่า Overbought นั้นปกติจะกำหนดไว้ที่ระดับสูงกว่า 70 ขึ้นไปซึ่งหมายความว่าราคาได้ขยับตัวขึ้นไปสูงมากและมีการซื้อมากเกินไปแล้ว สามารถใช้เป็นสัญญาณขายได้ เมื่อตลาดแกว่งตัวแบบ Sideway
เขตที่จัดว่า Oversold นั้นปกติจะกำหนดไว้ที่ระดับต่ำกว่า 30 ลงมาซึ่งหมายความว่าราคาได้ขยับตัวลงมาต่ำมากและมีการขายมากเกินไปแล้ว สามารถใช้เป็นสัญญาณซื้อได้ เมื่อตลาดแกว่งตัวแบบ Sideway

2.การเกิดกรณีที่เรียกว่า Divergence ตัวอย่างเช่นราคาได้วิ่งขึ้นผ่านยอดสูงสุดเดิมก่อนหน้านี้ได้(สามารถทำ highใหม่ได้) ขณะที่ RSI เองนั้นไม่สามารถวิ่งขึ้นผ่านยอดสูงสุดเดิมก่อนหน้านี้ได้ (ไม่สามารถทำ high ใหม่ได้) ซึ่งจะเป็นสัญญาณเตือนล่วงหน้าว่ามีโอกาสที่ราคาจะมีการปรับตัวลงมาได้ในอนาคต ทั้งนี้เป็นเพราะRSI เป็นตัววัดแรงส่ง ซึ่งแม้ว่าราคาจะยังคงสูงขึ้นแต่ RSI อาจจะลดลงตามความเฉื่อยของราคาได้ ในทางกลับกันราคาสามารถทำ low ใหม่ได้ แต่ RSI ไม่สามารถทำ low ใหม่ได้ก็จะเป็นสัญญาณเตือนล่วงหน้าว่ามีโอกาสที่ราคาจะมีการปรับตัวขึ้นได้ในอนาคต
3.RSI ยังใช้บอกยอดของคลื่น3และคลื่น b (คือคลื่นที่RSI พุ่งขึ้นสูงสุดอย่างแรง) ในทฤษฎีของ Elliot Wave

MACD (Moving Average Convergence Divergence)

MACD เป็นเครื่องมือที่ช่วยในการตัดสินใจเรื่องการเปลี่ยนแนวโน้มของคลื่นได้ดีและ ถูกยกย่องให้เป็นราชาของเครื่องมือวัด เพราะมีความน่าเชื่อถือค่อนข้างสูง
MACD ปกติจะใช้เส้นค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่ระหว่าง EMA12 กับ EMA26 แล้วรวมกันกลายเป็น MACD-line (เส้นสีขาวทึบ) และจะมีเส้น trigger-line (เส้นสีแดง) เพื่อทำการเปรียบเทียบขึ้นมาอีก 1 เส้น นั่นก็คือ EMA9 วัน
ซึ่งจะบอกได้ว่า ณ ตอนนั้นราคาอยู่ในแนวโน้มขาขึ้นหรือขาลง รวมถึงการเคลื่อนที่ตัดกันระหว่าง MACD-line กับเส้น trigger-line

การใช้ MACD ดูการเปลี่ยนแนวโน้ม
1.หากเส้น MACD เคลื่อนที่ตัดเส้น 0 ขึ้นไปหมายถึงตลาดเริ่มเข้าสู่ขาขึ้น ซึ่งใช้เป็นสัญญาณ(ซื้อ)ได้
หากเส้น MACD เคลื่อนที่ตัดเส้น 0 ลงมาหมายถึงตลาดเข้าสู่ภาวะขาลง เป็นสัญญาณ(ขาย)ได้
2.เมื่อเส้น MACD-line (เส้นสีขาวทึบ) ตัด เส้น trigger-line (เส้นสีแดง) ขึ้นไปแสดงว่าทิศทางตลาดกำลังจะกลับเป็นขาขึ้นใช้เป็นสัญญาณซื้อได้ (ควรจะเกิดที่จุดต่ำสุด)
เมื่อเส้น MACD-line (เส้นสีขาวทึบ) ตัด เส้น trigger-line (เส้นสีแดง) ลงมาแสดงว่าทิศทางตลาดกำลังจะกลับเป็นขาลงใช้เป็นสัญญาณขายได้ (ควรจะเกิดที่จุดสูงสุด)

3. การเกิด divergence คือความสัมพันธ์ระหว่างราคากับสัญญาณเครื่องมือทางเทคนิคไม่สัมพันธ์กัน
กรณีที่ราคาสามารถทำ high ใหม่ได้ แต่ MACD ไม่สามารถทำ high ใหม่ได้ก็จะเป็นสัญญาณเตือนล่วงหน้าว่ามีโอกาสที่ราคาจะมีการปรับตัวลงได้ในอนาคต
กรณีที่ราคาสามารถทำ low ใหม่ได้ แต่ MACD ไม่สามารถทำ low ใหม่ได้ก็จะเป็นสัญญาณเตือนล่วงหน้าว่ามีโอกาสที่ราคาจะมีการปรับตัวขึ้นได้ในอนาคต

เราสามารถใช้เครื่องมือหลายชนิดมารวมกันเพื่อหาสัญญาณซื้อและสัญญาณขายได้