"Self-conquest is the greats of victory" การชนะใจตนเอง คือ ชัยชนะที่ยิ่งใหญ่ที่สุด
Showing posts with label Money Management. Show all posts
Showing posts with label Money Management. Show all posts

7/23/2011

Risk of Ruin : โอกาสของการหมดตัว

วันนี้เราจะย้อนกลับมาพูดถึงเรื่องของ Money Management กันบ้าง สิ่งที่ผมกำลังจะพูดถึงนั้น เกี่ยวพันถึงความเป็นและความตายในฐานะของนักเล่นหุ้นกันเลยทีเดียว Risk of Ruin หรือโอกาสที่คุณจะหมดตัวนั้นเป็นสิ่งที่มีความสำคัญเป็นอย่างยิ่ง โดยมันเป็นองค์ประกอบที่เกิดจากความเสี่ยง (Risk Exposed) ซึ่งมาจากขนาดการลงทุน (Position Size) และประสิทธิภาพของระบบการลงทุนของคุณเอง ระบบใครก็ระบบมัน ดังนั้น เราจึงควรที่จะรู้ว่าความเสี่ยงของตัวเราเองนั้นมีอยู่มากน้อยแค่ไหนครับ

คุณจะอยู่รอดในตลาดหุ้นได้ก็ต่อเมื่อ.. คุณเคารพต่อกฏของมัน

Risk of Ruin นั้นถือได้ว่าเป็นสิ่งที่ได้ถูกศึกษาอย่างจริงจรังจากทั้งนักคณิตศาสตร์, นักการพนันและนักลงทุนมาอย่างเนิ่นนานแล้ว ทฤษฏีเบื้องหลังของมันถูกอิงมาจากสูตรทางคณิตศาสตร์ซึ่งจะบอกให้คุณได้รู้ ว่า จากประสิทธิภาพของระบบการลงทุน และระบบ Money Management ของคุณนั้น คุณมีโอกาสมากแค่ไหนที่จะหมดตัวนั่นเอง

โดยปกติแล้ว เราทุกคนต้องการที่จะออกแบบระบบการลงทุนในส่วนของ Money Management ให้ดีพอจนแน่ใจได้ว่าโอกาสหมดตัวของเรานั้นเป็นศูยน์ (ถึงแม้ว่ามันจะไม่มีอะไรที่สามารถรับประกันได้อย่างแน่นอนก็ตาม) อย่างไรก็ดีในเบื้องต้นแล้ว สมการของการหา Risk of Ruin นั้นจะมีค่าอยู่ระหว่าง 0 ถึง 1 (0 คือไม่มีความเป็นไปได้ ส่วน 1 คือ 100% ไม่ช้าไม่นานยังไงต้องเจ๊งแน่นอน!) โดยมันจะถูกอ้างอิงจากตัวแปรหลักๆสามตัวดังต่อไปนี้

1. Wining Ratio (อัตราความแม่นยำ) ซึ่งจะถูกคำนวนจากจำนวนครั้งที่คุณมีกำไรจากการซื้อขายหุ้นของคุณทั้งหมด ยกตัวอย่างเช่น หากระบบของคุณมีความแม่นยำอยู่ที่ 40 ใน 100 ครั้ง คุณจะมี Wining Ratio เท่ากับ 40% และมี Losing Ratio (อัตราความผิดพลาด) อยู่ที่ 60% นั่นเอง

2. Payoff Ratio (อัตราต่อรอง หรือผลตอบแทนต่อความเสี่ยงในการซื้อขายโดยเฉลี่ย) ซึ่งจะถูกคำนวนจาก Average Wining Trades (ผลกำไรโดยเฉลี่ยในแต่ละครั้ง) หารด้วย Average Losing Trades (ผลขาดทุนโดยเฉลี่ยในแต่ละครั้ง) หรือพูดง่ายๆก็คือ มันบอกให้คุณรู้ว่าโดยเฉลี่ยแล้วคุณได้กำไรเป็นกี่เท่าของการขาดทุนที่เกิด ขึ้น ยกตัวอย่างเช่น หากค่าของมันอยู่ที่ 3:1 นั่นหมายถึงคุณจะได้กำไรครั้งละสามเท่าของการขาดทุนนั่นเอง

3. Percent of Capital Exposed to Trading (ความเสี่ยง หรือสัดส่วนที่จะยอมขาดทุนคิดเป็นร้อยละของเงินทุน) พูดง่ายๆก็คือ นี่คือสิ่งที่คุณจะกำหนดเอาไว้ว่าคุณจะยอมเสียเงินครั้งละมากแค่ไหนในแต่ละ ครั้ง (คิดเป็น%) เมื่อเทียบจากเงินทุนที่คุณมีอยู่ ซึ่งโดยส่วนใหญ่สำหรับคนทั่วๆไปหรือมือใหม่นั้น มันไม่ควรที่จะเกินครั้งละ 2% ของเงินทุนที่คุณมีอยู่ หรือคุณอาจจะสามารถหามันออกมาจากสมการของ Kelly ที่ใช้หาค่า Optimal F ก็ได้

สิ่งที่น่าสนใจจากสมการ Risk of Ruin ก็คือ มันจะค่อยลดลงเมื่อ Payoff Ratio ของคุณสูงขึ้น หรือเมื่อ Winning Ratio ของคุณเพิ่มมากขึ้น ในทางกลับกันแล้ว Risk of Ruin จะมีค่าที่สูงขึ้นเมื่อคุณยอมเสี่ยงหรือขาดทุนมากขึ้นในการซื้อขายหุ้นแต่ละ ครั้งนั่นเอง

สูตรการคำนวนหา Risk of Ruin

สำหรับสูตรการคำนวน Risk of Ruin นั้นมีอยู่หลายเจ้าเหมือนกัน วันหลังหากมีโอกาสผมจะมาเขียนอธิบายให้ฟังต่อนะครับเพราะค่อนข้างจะซับซ้อน อยู่ (ผมกับวิชาเลขนี่ก็แบบว่าถูกกันมากเลย 55) โดยข้างล่างจะเป็นสูตรของเจ้าพ่อเรื่อง Trading System นั่นก็คือ Perry Kaufman ครับ ถ้าใครไม่มึนก็คำนวนไปได้เลย แต่ถ้ามึนๆหน่อย ลองอาศัยตารางของ Nauzer J. Balsara ดูก็ได้ครับว่า Impact ของตัวแปรต่างๆเป็นอย่างไรกันบ้าง

สูตรการหา Risk of Ruin โดย Perry Kaufman จากหนังสือ New Trading Systems and methods 4th Edition

p1

ตาราง Risk of Ruin ของ Nauzer J. Balsara : ผล Risk of Ruin โดยมีอัตราเสี่ยงครั้งละ 10% ของเงินทุน (*สมมุติว่าขาดทุนครั้งละ 10% ของเงินทุน ไม่ใช่การขนาดของการลงทุนในแต่ละครั้งที่ 10% นะครับ)

Risk of Ruin Probabilities

Payoff Ratio 1 to 1

Payoff Ratio 2 to 1

Payoff Ratio 3 to 1

Payoff Ratio 4 to 1

Payoff Ratio 5 to 1

Win Ratio 25%

100 %

100 %

99 %

30.3 %

16.2 %

Win Ratio 30%

100 %

100 %

27.7 %

10.2 %

6.0 %

Win Ratio 35%

100 %

60.8 %

8.2 %

3.6 %

2.3 %

Win Ratio 40%

100 %

14.3 %

2.5 %

1.3 %

0.8 %

Win Ratio 45%

100 %

3.3 %

0.8 %

0.4 %

0.3 %

Win Ratio 50%

99 %

0.8 %

0.2 %

0.1 %

0.1 %

Win Ratio 55%

13.2 %

0.2 %

0.1 %

0.1 %

0.0 %

Win Ratio 60%

1.7 %

0.0 %

0.0 %

0.0 %

0.0 %



ตาราง Risk of Ruin ของ Nauzer J. Balsara : ผล Risk of Ruin โดยมีอัตราเสี่ยงครั้งละ 20% ของเงินทุน

Risk of Ruin Probabilities

Payoff Ratio 1 to 1

Payoff Ratio 2 to 1

Payoff Ratio 3 to 1

Payoff Ratio 4 to 1

Payoff Ratio 5 to 1

Win Ratio 25%

100 %

100 %

98 %

55 %

40 %

Win Ratio 30%

100 %

100 %

52.2 %

31.7 %

24.7 %

Win Ratio 35%

100 %

77.9 %

28 %

18.7 %

15.3 %

Win Ratio 40%

100 %

37.6 %

15.9 %

11.3 %

9.4 %

Win Ratio 45%

100 %

18.3 %

8.7 %

6.5 %

5.8 %

Win Ratio 50%

99 %

0.9 %

4.7 %

3.8 %

3.4 %

Win Ratio 55%

36.8 %

4.4 %

2.5 %

2.1 %

2.0 %

Win Ratio 60%

13.0 %

2.0 %

1.3 %

1.1 %

1.1 %



คำแนะนำสำหรับมือใหม่ : จะเห็นได้ว่าสำหรับมือใหม่แล้ว การพยายามจำกัดความเสี่ยงไว้ไม่ให้บานปลายตามสูตรมาตรฐานโดยทั่วไปนั้น (2% ในการเทรดละครั้ง หรือการจำกัดความเสี่ยงโดยรวมของพอร์ทไว้ที่ 6%) เป็นสิ่งที่สำคัญและไม่ควรละเมิดอย่างยิ่ง (อย่างน้อยก็จนกว่าจะแก่กล้าวิชาพอ) เพื่อเป็นการยืดอายุและเก็บเกี่ยวประสบการณ์ของเราออกไปให้นานที่สุด เนื่องจากคุณจะเห็นได้ว่า ยิ่งเราเสี่ยงหนักมากเท่าไหร่ Risk of Ruin ก็ยิ่งเพิ่มขึ้นเท่านั้น

Note : มองแล้วจะเห็นว่าไม่แปลกเลยที่คนเล่นหุ้นส่วนใหญ่จะเจ๊งหุ้น เพราะพวกเขามักปล่อยให้ตัวแปรตัวที่ 3 (Risk – Capital Exposure) บานปลายเกินไปกว่า 10-20% ของเงินทุนแทบทุกครั้ง เรื่อง Payoff ไม่ต้องพูดถึงเพราะหุ้นขึ้นนิดหน่อยก็รีบชิงขายทำกำไรกันแล้ว ส่วนอัตราความแม่นยำก็อย่างที่รู้ๆกันอยู่ หวังว่าจะเป็นอุทาหรณ์สำหรับคนติดหุ้นแล้วไม่เปลี่ยนนิสัยได้เป็นอย่างดีนะ ครับ

มาที่ http://www.mangmaoclub.com

7/10/2011

คนแพ้ชอบถัวเฉลี่ยขาดทุน คนชนะชอบซื้อเพิ่มเมื่อมีกำไร

Paul Tudor Jones ประวัติโดยย่อของ Paul Tudor Jones

เขาเกิดในวันที่ 28 พฤษจิกายน ค.ศ. 1954 ที่มลรัฐ Memphis,Tennessee เขาคือผู้ก่อตั้งกองทุน Tudor Investment Corporation และเขาคือผู้จัดการกองทุนเฮดจ์ฟันที่ยิ่งใหญ่ซึ่งบริหารเงินทุนกว่าหลายพัน ล้านดอลลาร์ เขามีทรัพย์สินส่วนตัวโดยประมาณอยู่ที่ 3.3 พันล้านดอลลาร์ และได้ถูกจัดอันดับให้เป็นเศรษฐีที่รวยที่สุดในโลกอันดับที่ 369 ในปี 2007 โดยนิตยสาร Forbes โดยจากรายงานล่าสุดนั้น ในปี 2006 เขาทำเงินได้ถึง 750 ล้านดอลลาร์ทีเดียว


สไตล์การเก็งกำไรและความเชื่อของเขา

จากหนังสือ Market Wizards แนวคิดและความเชื่อของ Paul Tudor Jones ได้ถูกวิเคราะห์เอาไว้ดังนี้

-เขากล้าที่จะสวนกระแสซื้อหรือขายที่จุดวกกลับของตลาด เขาจะพยายามเทรดตามความเชื่อที่เขาคิดจนกว่าเขาจะเริ่มเปลี่ยนใจ โดยเมื่อขาดทุนเขาจะเริ่มลดขนาดการลงทุนของเขาลงเรื่อยๆ และจะน้อยที่สุดเมื่อการเก็งกำไรของเขาประสบผลแย่ที่สุด

-เขาเชื่อว่าเขาเป็นผู้ที่มักจะเห็นโอกาสในตลาดได้อย่างดีเยี่ยม เมื่อเขาเริ่มมีไอเดียเกี่ยวกับการลงทุน เขาจะค่อยๆเริ่มลงทุนด้วยความเสี่ยงทีละน้อย จนกว่าที่เขาจะผิดพลาดติดๆกันหรือจนกว่าเขาจะเปลี่ยนแผนหรือความคิดของเขา

-เขาเป็นนักเก็งกำไรสไตล์ Swing Trader หรือเล่นรอบ เขาเชื่อว่ากำไรสูงสุดมาจากการซื้อได้ที่จุดวกกลับของแนวโน้ม และเขามักจะขายหมูบ่อยมาก แต่เขาก็สามารถซื้อหรือขายแถวๆจุดต่ำสุดและสูงสุดได้เช่นกัน

-เขาใช้เวลาในแต่ละวันส่วนใหญ่ในการทำให้เขามีความสุขและผ่อนคลาย เขาจะขาย Position ที่เขาถืออยู่ทิ้งหากว่าเขารู้สึกไม่สบายใจ และไม่มีอะไรจะดีไปกว่าการเริ่มต้นใหม่ กุญแจสำคัญของการเก็งกำไรคือการเล่นเกมรับ ไม่ใช่เล่นเกมรุก

-ห้ามถัวเฉลี่ยขาดทุน และต้องลดขนาดการลงทุนลงเมื่อผลออกมาแย่ และเพิ่มขนาดการลงทุนขึ้นเรื่อยๆเมื่อมีกำไร

-เขามักตัดขาดทุนตามสัญชาติญาณของเขา โดยหากว่าราคาวิ่งมาถึงระดับนั้น เขาจะขายทิ้งไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นก็ตาม เขาไม่เพียงแต่ตัดขาดทุนจากระดับราคาที่กำหนดไว้ แต่จากระยะเวลาที่ถือไว้หากไม่ได้กำไรอีกด้วย

-เขาจะตรวจสอบถึงความเสี่ยงโดยรวมในพอร์ทของเขาอยู่ตลอดเวลา

-เขาเชื่อว่าราคาเคลื่อนไหวนำหน้าปัจจัยพื้นฐาน

-เขาไม่เคยสนใจกับความผิดพลาดที่ได้เกิดขึ้น ถึงแม้ว่ามันจะพึ่งผ่านมาไม่ถึง 3 วินาที แต่เขาจะสนใจว่าเขาจะทำอะไรต่อไปนับจากวินาทีนี้เป็นต้นไป

-อย่าพยายามเป็นฮีโร่ อย่ามีอีโก้หรือทระนงตนเอง ต้องพยายามหมั่นตั้งคำถามกับตัวเอง และความสามารถของตนเองอยู่เสมอ อย่าได้เหลิงคิดไปว่าเราคือสุดยอด และเมื่อไหร่ที่เผลอคิดไป นั่นจะเป็นหนทางสู่ความตายของเรา

มาที่ http://www.mangmaoclub.com

5/23/2011

ปัจจัยสำคัญ 4 อย่างที่จะทำให้คุณอยู่รอดในตลาดได้ในระยะยาว

market-analysis •ระบบ(System)
•ระเบียบ(วินัย) (Discipline)
•การบริหารเงิน (Money management)
•การควบคุมอารมณ์ (Emotional management)



ซึ่ง ทั้งสี่ปัจจัยนี้ สัมพันธ์กันอยู่เหมือนก้อนหินที่เราเอามาตั้งเป็นก้อนเส้าทำเตาไฟ ถ้าดึงก้อนใดก้อนหนึ่งออก เตาก็จะอยู่ไม่ได้ต้องล้มลง



1.ระบบ


ระบบที่ว่านี้จะเป็นอะไรก็ได้ ที่ถนัด หรือเคยใช้ ไม่ว่าจะเป็นอินดิเคเตอร์ตัวใดตัวหนึ่ง , price pattern, ซื้อขายตามแนวต้านแนวรับ ฯลฯ แต่สิ่งสำคัญที่สุดคือ ก่อนนำมาใช้ควรได้มีการทดสอบมาก่อนว่าระบบนี้ มีความคาดหวังเป็นบวก (positive expectancy)


Expectancy คือ จำนวนเงินเท่าไรที่เราคาดหวังว่าจะได้รับจากเงินแต่ละหน่วย(บาท/ดอลลาร์ etc.)ที่เราเสี่ยงลงไปเทรด ซึ่งค่า expectancy ก็จะต้องเป็นบวก หมายถึงว่าระบบนี้ทำกำไรได้ ถ้า expectancy เป็นลบก็หมายถึงระบบนี้ขาดทุน เล่นแล้วเจ๊ง

ค่า Expectancy จะได้มาอย่างไร? : ค่านี้ก็ต้องได้จากการคำนวณ โดยเก็บข้อมูลจากการเทรดจริงหรือเทรดสมมุติก็แล้วแต่ ด้วยจำนวนครั้งการเทรดที่มากพอ (แนะนำจำนวน 30 ครั้งขึ้นไปตามหลักสถิติสำหรับการวิจัย และ แนะนำว่าสำหรับมือใหม่ ควรทำการเทรดสมมุติเพื่อทดสอบระบบก่อน เพราะถ้าเทรดจริง เงินที่ลงไปมันก็เงินจริงและเป็นเงินของคุณ ถ้าระบบมันเจ๊ง ก็เจ๊งเป็นเงินจริงนะ)

การเก็บข้อมูลก็ง่ายๆไม่ซับซ้อน คือบันทึกสถิติเหล่านี้
•จำนวนครั้งที่เทรดถูก (Win trade)
•จำนวนครั้งที่เทรดผิด(Loss Trade)
•จำนวนเงินที่ได้กำไรแต่ละครั้ง
•จำนวนเงินที่ขาดทุนแต่ละครั้ง

คำนวณตามสูตรนี้
Expectancy = Win rate(%)x Average Win – Loss rate(%)xAverage Loss




Win rate = อัตราการเทรดถูก (%) = จำนวนครั้งที่เทรดถูก/จำนวนการเทรดทั้งหมดX100
Average Win = จำนวนเงินที่ได้กำไรเฉลี่ย = จำนวนเงินที่กำไรทั้งหมด/จำนวนครั้งที่เทรดถูก
Loss rate = อัตราการเทรดผิด (%) = จำนวนครั้งที่เทรดผิด/จำนวนการเทรดทั้งหมดX100
(หรือเอา 100-Win rate ก็ได้เหมือนกันใช่ป่าวล่ะ)
Average Loss = จำนวนเงินที่ได้ขาดทุนเฉลี่ย = จำนวนเงินที่ขาดทุนทั้งหมด/จำนวนครั้งที่เทรดผิด


ตัวอย่าง


ระบบ A
มี Win rate = 50%, Average win = 7000 บาท Loss rate = 50% Average Loss = 4000 บาท
ระบบ A จะมี Expectancy = 0.5x7000-0.5x4000 = 1500 บาท
ดัง นั้นระบบ A มีความคาดหวังเป็นบวก (positive expectancy) หากเราเทรดด้วยระบบ A ไปเรื่อยๆในระยะยาว ผลที่ได้คือกำไรที่จะทยอยสะสมเพิ่มขึ้นมา

ระบบ B
มี Win rate = 70%, Average win = 3000 บาท Loss rate = 30% Average Loss = 8000 บาท
ระบบ B จะมี Expectancy = 0.7x3000-0.3x8000 = -300 บาท
ดัง นั้น ระบบ B มีความคาดหวังเป็นลบ (Negative expectancy) หากเราเทรดด้วยระบบ B ไป ในที่สุดแล้วเราจะลงเอยด้วยการขาดทุน ต้นทุนจะหายไปเรื่อยๆ

ระบบ C
มี Win rate = 30%, Average win = 12000 บาท Loss rate = 70% Average Loss = 2500 บาท
ระบบ C จะมี Expectancy = 0.3x12000-0.7x2500 = 1500 บาท
ดังนั้นระบบ C มีความคาดหวังเป็นบวก (positive expectancy) หากเราเทรดด้วยระบบ C ไปเรื่อยๆในระยะยาว ผลที่ได้คือกำไรเช่นกัน

ยกตัวอย่างระบบ C ขึ้นมานี้ เพื่อชี้ให้เห็นสิ่งสำคัญที่สุดอย่างหนึ่งที่เทรดเดอร์ส่วนใหญ่ไม่ว่าจะเป็นมือใหม่หรือมือเก่ามักจะลืมคิดไป ....นั่นคือ
สิ่งสำคัญที่สุดที่จะทำผลกำไรให้ในระยะยาว ไม่ใช่จำนวนครั้งที่เทรดถูกหรืออัตราการเทรดถูก (%win) แต่เป็น จำนวนเงินกำไรเฉลี่ยที่ทำได้ในการเทรดแต่ละครั้ง (Average Win) ต่างหาก
ลองสังเกตจากระบบ C มีอัตราการเทรดถูกต่ำมากคือ 30% เรียกว่าเข้าเทรด 10 ครั้ง ผิดซะ 7 ครั้งว่างั้นเถอะ แต่ระบบ C กลับสามารถทำกำไรได้ในระยะยาว เพราะครั้งที่เทรดถูก กินคำใหญ่ได้กำไรก้อนโต ส่วนครั้งที่เทรดผิดนั้น ผิดบ่อยก็จริงแต่ขาดทุนน้อยเป็นก้อนเล็กๆ ผลรวมที่ได้จึงออกมาเป็นกำไร
(ระบบลักษณะนี้เป็นประเภท trend –following อย่างเช่นการใช้ MACD )

ข้อสรุปในเรื่องเกี่ยวกับระบบ สิ่งสำคัญที่เป็น Take –home message สำหรับมือใหม่
คือ
1.หาระบบที่ชอบและที่ใช่ โดยการทดสอบมันก่อนว่ามี positive expectancy
2.เมื่อได้ระบบนั้นแล้วก็ต้องใช้มันอย่างยึดมั่นและอดทน เพราะการที่ระบบจะทำกำไรได้ ต้องใช้เวลาคือผ่านจำนวนครั้งในการเทรดที่มากพอ ผ่านช่วงเวลาที่เป็น false signals / String of losing trades จนกระทั่งผลลัพธ์ของ positive expectancy แสดงผลออกมา การที่คุณนำระบบมาใช้แค่ประเดี๋ยวประด๋าว เทรดสี่ห้าครั้งแล้วไม่กำไร ก็ใจร้อนเกิดความไม่พอใจ เลิกใช้เปลี่ยนไปหาระบบอื่น อย่างนี้เป็นการกระทำที่ไม่ถูกต้อง ลองคิดดูตามดูระบบ C ก็ได้ ในเมื่ออัตราการเทรดถูกมันแค่ 30% หากคุณเลือกระบบ C คุณอาจจะต้องพบกับการขาดทุนต่อเนื่องถึง 7 ครั้ง (string of losses)จนกระทั่งครั้งที่ 8 ของการเทรดจึงจะเริ่มได้กำไรอาจก็เป็นได้ เรื่องนี้ถูกหรือไม่ลองใช้สมองตรึกตรองดู หากคุณไม่ยึดมั่นกับระบบที่เลือกมาใช้และใช้มันให้นานพอ หาก คุณใจร้อนเปลี่ยนระบบใหม่อยู่ตลอดเวลา ก็เท่ากับเริ่มนับหนึ่งใหม่ตลอด เหมือนพายเรือในอ่างน้ำวน อยู่ในวงจรอุบาทว์ ชาตินี้จะไม่มีวันประสบผลสำเร็จในการเทรดได้เลย


2.ระเบียบ(วินัย)


ในการเป็นเทรดเดอร์ การมีวินัยเป็นสิ่งสำคัญที่สุดอีกประการหนึ่งที่จะทำให้ประสบผลสำเร็จ เพราะหากเราไม่มีวินัยเสียแล้ว สิ่งอื่นๆที่เป็นผลเสียก็จะไม่ตามมา เช่น
•ไม่สามารถใช้ระบบอย่างต่อเนื่องได้เพราะขาดวินัย
•ไม่ปรับปรุงพัฒนาตัวเองเพราะขาดวินัยในเรื่องความขยันหมั่นเพียร
•ปล่อยให้ความโลภเข้าครอบงำจิตใจเพราะขาดวินัยในการควบคุมตนเอง
เหล่านี้ทำให้เห็นภาพได้ชัดเจนถึงความหายนะที่รอคอยอยู่เบื้องหน้า ในเรื่องของความมีวินัย บางคนมีอยู่แล้วจึงไม่ใช่เรื่องยาก แต่บางคนไม่มี จำเป็นต้องฝึกฝนให้เกิดขึ้น ซึ่งต้องใช้เวลาและความเพียรในการฝึกฝน
โดย ส่วนตัวแล้วมีความเห็นว่า การเทรดตามระบบ (systematic trading) โดยการทำตัวเหมือนหุ่นยนต์ ทำตามคำสั่งของระบบ โดยไม่มีข้อแม้ เป็นวิธีหนึ่งที่จะฝึกฝนให้เกิดวินัยในตนเองได้เป็นอย่างดี แต่ต้องใช้เวลาและความเพียรในการฝึกฝน (จะเห็นว่า ผู้เขียนเน้นเรื่อง”ความเพียร”บ่อยมาก เพราะเป็นเรื่องสำคัญอย่างยิ่งยวดที่จะต้องมีหากอยากประสบผลสำเร็จ)



3.Money management


เป็นเรื่องสำคัญอีกเรื่องหนึ่งที่คนทั่วไปมักไม่ค่อยกล่าวถึงกันนัก หากเรามีระบบดีและมีวินัยแล้วจะประสบผลสำเร็จในระดับหนึ่ง แต่หากมี Money management ที่ดีด้วย จะได้ผลลัพธ์ที่ดีขึ้นอีกหลายเท่า
เรื่อง ของ Money management เป็นเรื่องยาว เขียนเป็นตำราได้เล่มโตๆ ซึ่งรายละเอียดปลีกย่อย คงต้องไปศึกษาหาอ่านกันเอาเอง ขอสรุปไว้แค่สองข้อใหญ่ดังนี้


•ควรเริ่มต้นเทรดด้วยต้นทุนที่เพียงพอ (Sufficient capital)
ก็เพราะว่าหากเราเทรดตามระบบแต่เริ่มต้นด้วยทุนน้อยเกินไป สายป่านยาวไม่พออาจะขาดเสียก่อนที่ระบบจะแสดงผลลัพธ์ที่เป็นบวกให้เห็น โดยส่วนตัวคิดว่าการเทรดฟิวเจอร์ 1 สัญญาควรมีเงินต้นทุนรองรังอย่างน้อยที่สุด 150,000 บาท จึงจะอยู่รอดในระยะยาว นี่ พูดถึงในกรณีมีระบบที่มี expectancy เป็นบวกค่อนข้างสูงด้วยนะ หากว่า expectancy ต่ำ ก็อาจจะต้องมีเงินมากกว่านี้ไว้เป็นภูมิคุ้มกันจึงจะปลอดภัย การเข้าเทรดฟิวเจอร์ด้วยจำนวนเงินน้อยนิด เช่นมีเงินอยู่ 60,000 ก็เข้าไปเทรดนั้น ไม่ต่างจากการเล่นการพนันเลยแม้แต่น้อย เทรดผิดครั้งหนึ่งหรือสองครั้งเท่านั้นก็หมดโอกาสแล้วเพราะเหลือเงินไม่พอวางประกัน ดังนั้นถ้าไม่อยากเสียเงินฟรีก็อย่าทำ อย่าหวังรวยเร็วจากเงินน้อยๆเพราะไม่มีใครทำได้ หากจะมีก็เป็นเรื่องของความบังเอิญ


•การเพิ่มจำนวนสัญญาในการเทรด
ควร เป็นไปตามหลักการ ตามแต่จะเลือกมาใช้ ส่วนใหญ่ที่รู้จักกันดีก็มีอยู่สองวิธีหลักๆ ได้แก่ Fixed-Fractional method กับ Fixed-ratio method ลองไปหาอ่านกันดู เป็นเรื่องไม่ยาก



4.การควบคุมอารมณ์


คำพระท่านว่า “ชนะใจตน ชนะคนทั้งโลก”
การควบคุมอารมณ์และจิตใจของตนเป็นเรื่องสำคัญที่สุดของที่สุดของการประสบผลสำเร็จในการเป็นเทรดเดอร์ เพราะหากคุณควบคุมอารมณ์และจิตใจของตนเองไม่ได้ คุณก็ไม่สามารถมีวินัย ไม่สามารถปฏิบัติตามระบบ ไม่สามารถใช้ money management ได้ เพราะอารมณ์ที่ครอบงำจิตใจของคุณจะทำให้คุณหลงทางอยู่ในความเกียจคร้าน ความโลภและความกลัว ไม่สามารถลดละเลิกอัตตาตัวกูของกู ไม่สามารถยอมรับความผิดพลาดในการเทรดได้ ซึ่งสิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นปัจจัยสำคัญที่นำมาซึ่งหายนะในการเป็นเทรดเดอร์ มือใหม่ที่เข้าสู่ตลาด ไม่มีใครหรอกที่ใจนิ่งได้ตั้งแต่แรก ทุกคนย่อมต้องผ่านเวลาและประสบการณ์ทั้งนั้น โดยประสบการณ์ส่วนตัวคิดว่าใช้เวลาประมาณ 3 ปีเศษขึ้นไป กว่าที่ใจจะเริ่มนิ่งและเริ่มคุ้นเคยกับวงจรหรือพฤติกรรมบางอย่างของตลาด โดยเฉพาะการสร้างภูมิคุ้มกันต่อคำพูดเหล่านี้คือ
“เค้าเล่าว่า.... เซียนบอกว่า.... นักวิเคราะห์เขาว่า....” และก็เช่นเคย ทางลัดของการฝึกควบคุมอารณ์นั้นก็คือการใช้ระบบเข้ามาจับตั้งแต่แรก การ มีระบบรองรับนั้นเหมือนการมีทุ่นหรือหลักให้พักพิง ทำให้ไม่หวั่นไหวเคว้งคว้างไปตาม volatility ของตลาดซึ่งไม่ต่างจากคลื่นที่คอยกระแทกกระทั้นให้เรือน้อยต้องอัปปางลง

1/04/2010

สิ่งที่ผู้เทรด Forex จำเป็นต้องทำ

Forex Trading 'Must Do': Instant Guide For Forex Beginners
It is believed that more than 50% of Forex traders are losing money long term in the foreign currency exchange market. Yet, there are still a lot of Forex traders jump in to the market, trade blindly and lost their money. Trade after trade, its surprising to see that 'normally-losing' traders keep betting (not investing!) their money into Forex market without reviewing their trading strategy. No matter you are the experienced or the beginners, there are certain 'must-do' when trading Forex to manage the risk wisely and to increase your possibilities in making profits.

สิ่งที่ผู้เทรด Forex จำเป็นต้องทำ
เป็นที่เชื่อกันว่า มากกว่า 50% ของผู้ที่เล่น Forex นั้นขาดทุนในระยะยาว แต่ก็ยังคงมีนักเล่น Forex หน้าใหม่จำนวนมาก กระโดดเข้ามาในตลาด Forex ทำการซื้อขาย อย่างไร้หลักการ และขาดทุนกลับไป เป็นที่หน้าแปลกใจที่ส่วนใหญ่ของ ผู้เทรดที่ขาดทุนนั้น ทำการเทรดเหมือนพนัน (ไม่ใช่การลงทุน) เงินทุนของพวกเขา เข้าไปในตลาด Forex โดยไม่ได้มีการตรวจสอบกับหลักการเลย ไม่ว่าคุณจะมีประสบการณ์ หรือเป็นผู้เริ่มต้น กับตลาด Forex มีสิ่งที่จำเป็น "ต้องทำ" ในการเข้าเทรด Forex เพื่อบริหารความเสี่ยงอย่างฉลาด และเพิ่มโอกาสในการทำกำไร

Forex traders must-do 1: Invest in your brain first
If you are serious about investing in Forex market, building up your trading skills and knowledge is the very first step that you must take. Seminars, workshops, video tutorials, online learning, or even books are handful to help us learn from the professional. Learn to implement technical charting into your trades; learn using indicators to determine the right time to enter/exit the market; brush up your experience by trading with a demo account… all these are effective to ensure your smooth starts and it will definitely reduce your chances of losing money

สิ่งที่ผู้เทรด Forex ต้องทำ 1 ลงทุนกับสมองของคุณเป็นอันดับแรก
ถ้าคุณต้องการลงทุนในตลาด Forex อย่างจริงจัง การสร้าง ทักษะการเทรด และความรู้ เป็นสิ่งแรกที่คุณต้องทำ การเข้าสมนา Workshop, วิดีโอการสอน, การเรียนรู้ออนไลน์ หรือแม่กระทั้ง หนังสือ เพื่อช่วยให้เราเรียนรู้จากนักเทรดมืออาชีพ เรียนรู้การใช้ กราฟ ทางเทคนิค ประกอบการตัดสินใจการเข้าเทรด เรียนรู้การใช้ indicator เพื่อเป็นตัวชี้จังหวะ การเข้า และออกจากตลาด สร้างประสบการณ์ ด้วยการเทรดผ่านบัญชีจำลอง ทั้งหมดนี้เป็นสิ่งที่มีประสิทธิภาพ และสามารถให้คุณเริ่มต้นกับ Forex ได้อย่างราบรื่น และสามารถ ลดโอกาสในการขาดทุนได้อย่างแน่นอน

Forex traders must-do 2: Getting the right trading system
It is wise to research very well and consider all the various brokers' system available to you before making your choice. By applying certain level of computer automations (such like charting and doing auto trades), trading; a well-designed trading system will reduce your work dramatically. This in turns give you more time to focus on studying the market and plotting your strategy. Also, using auto-trading system will avoid you from doing emotional-trades.

สิ่งที่ผู้เทรด Forex ต้องทำ 2 เริ่มต้นกับระบบเทรดที่เหมาะสม
เป็นสิ่งที่ฉลาด และควรทำ ที่จะค้นคว้าหาข้อมูล และพิจารณา ระบบของโบรกเกอร์ทั้งหมดที่มี ก่อนที่เราจะเลือกใช้เพื่อทำการเทรดจริง ระบบของโบรกเกอร์ที่แตกต่างกันนั้นเช่น ระบบการแสดงกราฟ ระบบการเทรดอัตโนมัติ ระบบเทรดที่ได้ออกแบบมาอย่างดี จะช่วยให้งานของเราน้อยลง สิ่งนี้จะช่วยให้เรามีเวลา ที่จะเรียนรู้ตลาด และวางแผนกลยุทธ์ของเราได้มากยิ่งขึ้น อีกสิ่งที่ทำให้ระบบเทรดอัตโนมัติ นั้นมีประโยชน์มาก นั้นคือ การใช้ระบบเทรดอัตโนมัติ จะช่วยให้เราหลีกเลี่ยงการเทรดโดยใช้อารมณ์ได้
Forex traders must-do 3: Have a trading plan
As the old says: “Fail to plan is plan to fail”. Trading is like sailing boat middle in the sea; you will not be going anywhere without compass and navigator. What is the detail objective of the trades? How much profit to expect from the trade? When to get into the market? How much to invest? What price to exit the market? If things do not work out, when do execute the stop loss order? How high is the affordable risk? A good trading plan should at least answers the above questions. Further more, if your trading plan fails, review and modify your trading plan. Find out your mistakes and learn from them.

สิ่งที่ผู้เทรด Forex ต้องทำ 3: มีแผนการเทรดอย่างชัดเจน
อย่างที่ผู้เฒ่า ผู้แก่ กล่าวไว้ว่า "การล้มเหลวในการวางแผน เป็นแผนสำหรับความล้มเหลว" การเทรดในตลาด Forex นั้น เหมือนกับการ พายเรือในทะเล คุณจะไม่สามารถไปไหนได้เลย ถ้าไม่มี เข็มทิศ และตัวนำทาง อะไรเป็นจุดประสงค์ของการเทรด? คุณคาดหวังจะได้กำไรจากการเทรดเท่าไหร่? เมื่อไหร่ถึงจะเข้าไปในตลาด? จะลงทุนเท่าไหร่? จะออกจากตลาดที่ราคาเท่าไหร่? ถ้าทั้งหมดไม่เป็นไปตามแผน จะ stop loss เมื่อไหร่? จะทนต่อความเสี่ยงได้ขนาดไหน? แผนการเทรดที่ดี อย่างน้อยควรจะตอบคำถามทั้งหมดนี้ได้ ถ้าแผนการเทรดของคุณไม่ประสบผลสำเร็จ ตรวจสอบ และแก้ไข แผนการเทรดของคุณ ค้นหาสิ่งที่ผิดพลาด แล้วเรียนรู้จากมัน

Forex traders must-do 4: Money management
Money management is controlling your risk through the use of protective stops, while balancing your potential for profit against your potential for loss. For example, good money management means you know your profit objective and the odds of being right or wrong, and controlling your risk with protective stops. You are better off with a trade where you might lose $1000 if you are wrong and make $500 if you are right, that would work eight times out of ten, than to take a trade where you would make $1000 if you are right and lose only $500 if you are wrong, but works only one time out of three. If you are investing using your savings, it's even more important that you manage your money in your trading and in your personal expenses. Chances are high that you miss a good investing chance because of you are lack of capital.

สิ่งที่ผู้เทรด Forex ต้องทำ 4: มีการบริหารเงินทุนที่ดี
การบริหารเงินทุน เป็นสิ่งที่ควบคุมความเสี่ยงของคุณ และช่วยในการตัดสินใจในการออกจากตลาด โดยให้น้ำหนักจาก โอกาสในการทำกำไร เปรียบเทียบกับ โอกาสในการขาดทุน ตัวอย่างเช่น ในสถานะการณ์หนึ่ง ถ้าไม่เป็นไปตามแผน คุณอาจจะขาดทุน $1000 แต่ถ้าเป็นไปตามแผน คุณจะได้กำไร $500 โดยแผนนี้สำเร็จ 8 ครั้ง จากทั้งหมด 10 ครั้ง นั้นเป็นการดีกว่า การทำกำไร $1000 ถ้าเป็นไปตามแผน แต่ถ้าไม่เป็นไปตามแผนจะขาดทุน $500 โดยแผนนี้สำเร็จเพียงแค่ 1 ครั้งจากทั้งหมด 3 ครั้ง ถ้าคุณลงทุนโดยใช้เงินเก็บของคุณเอง การบริหารเงินทุนนี้ ยิ่งเป็นสิ่งสำคัญ เพราะโอกาสที่คุณจะพลาดการลงทุนที่ดี เนื่องจากเงินทุนของคุณมีไม่มากนั้น สูง

Forex traders must-do 5: Discipline trading
Trading Forex with discipline is important. Success in Forex trading could not be achieved by plotting out the best trading plan. It is also depends on implementing the trading plan. Be discipline, trade according to your plan and never trade with your emotion no matter you are losing money or winning. Greed will stop you from taking profit at predetermined level; while fear will stop you from making the nice kill in the market.

สิ่งที่ผู้เทรด Forex ต้องทำ 5: ลงทุนอย่างมีวินัย
การเทรด Forex อย่างมีวินัย นั้นเป็นสิ่งที่สำคัญ ความสำเร็จจากการเทรด Forex นั้นไม่สามารถเกิดขึ้นได้ เพียงแค่ คุณมีแผนการเทรดที่ดีเท่านั้น อีกสิ่งที่สำคัญ และจำเป็น นั้นคือคุณต้องทำตามแผนนั้นอย่างมีวินัยด้วย เทรดตามแผน และไม่เทรดตามอารมณ์ ถึง จะขาดทุน หรือกำไร ความโลภอาจทำให้กำไรของคุณหายไป ในขณะที่ ความกลัว อาจะทำให้คุณพลาดโอกาสที่ดี ในตลาดได้เช่นกัน
Without a doubt, Forex is gaining its popularity fast against other kind of trading. No limited market access, no liquidity issues-after market hours, zero commission fees, low capital requirements with high leverage rates, and no restrictions on short selling -- Forex can be very beneficial. Always remember to plan your investment wisely by investing first on yourself; you shall get your reward at the end of the road.

กำไรจากตลาด Forex นั้นสูง และ เร็ว กว่าการเทรดชนิดอื่นมาก อย่างไม่ต้องสงสัย การเข้าถึงตลาดนั้นก็ไม่มีข้อจำกัด, ความลื่นไหลของตลาด, เป็นการลงทุน โดยไม่จำเป็นต้องใช้เงินทุนมาก ด้วย อัตรา leverage ที่สูง และ ไม่มีข้อจำกัดในการ Short Selling ทำให้ตลาด Forex สามารถทำกำไรได้สูงมาก จำไว้เสมอว่า การวางแผนการลงทุนอย่างฉลาด โดยการลงทุนให้กับตัวเองก่อน คุณจะได้รางวัลอย่างงามที่ปลายทาง

Teddy, writter and webmaster in financial investment. Learn Forex trading from scratch in his website at http://www.golearnforex.net.
Article Source:
http://EzineArticles.com/?expert=Teddy_Low
บทความต้นฉบับ Forex Trading 'Must Do': Instant Guide For Forex Beginners
โดย เทดดี้ โล (Teddy Low)

7/13/2009

Six Steps to Setting Up Your System

Six Steps to Setting Up Your System

The main focus of this article is to guide you through the process of developing your system. While it doesn’t take long to come up with a system, it does take some time to extensively test it. So be patient; in the long run, a good system can potentially make you a lot of money.

Step 1: Time Frame

The first thing you need to decide when creating your system is what kind of trader you are. Are you a day trader or a swing trader ? Do you like looking at charts every day, every week, every month, or even every year? How long do you want to hold on to your positions?

This will help determine which time frame you will use to trade. Even though you will still look at multiple time frames (go back to 7th grade if you forgot), this will be the main time frame you will use when looking for a trade signal.

Step 2: Find indicators that help identify a new trend.

Since one of our goals is to identify trends as early as possible, we should use indicators that can accomplish this. Moving averages are one of the most popular indicators that traders use to help them identify a trend. Specifically, they will use 2 moving averages (one slow and one fast) and wait until the fast one crosses over or under the slow one. This is the basis for what’s known as a “moving average crossover” system.

In its simplest form, moving average crossovers are the fastest ways to identify new trends. It is also the easiest way to spot a new trend.

Of course there are many other ways traders’ spot trends, but moving averages are one of the easiest to use.

Step 3: Find indicators that help CONFIRM the trend.

Our second goal for our system is to have the ability to avoid whipsaws, meaning that we don’t want to be caught in a “false” trend. The way we do this is by making sure that when we see a signal for a new trend, we can confirm it by using other indicators.

There are many good indicators for confirming trends, but I really like MACD, Stochastics, and RSI. As you become more familiar with various indicators, you will find ones that you prefer over others, and can incorporate those into your system.

Step 4: Define Your Risk

When developing your system, it is very important that you define how much you are willing to lose on each trade. Not many people like to talk about losing, but in actuality, a good trader thinks about what they could potentially lose BEFORE thinking about how much they can win.

The amount you are willing to lose will be different than everyone else. You have to decide how much room is enough to give your trade some breathing space, but at the same time, not risk too much on one trade. You’ll learn more about money management in a later lesson. Money management plays a big role in how much you should risk in a single trade.

Step 5: Define Entries & Exits

Once you define how much you are willing to lose on a trade, your next step is to find out where you will enter and exit a trade in order to get the most profit.

Some people like to enter as soon as all of their indicators match up and give a good signal, even if the candle hasn’t closed. Others like to wait until the close of the candle.

In my experience, I have found that it is best to wait until a candle closes before entering. I have been in many situations where I will be in the middle of a candle and all my indicators match up, only to find that by the close of the candle, the trade has totally reversed on me!

It’s all really just a matter of trading style. Some people are more aggressive than others and you will eventually find out what kind of trader you are.

For exits, you have a few different options. One way is to trail your stop, meaning that if the price moves in your favor by ‘X’ amount, you move your stop by ‘X’ amount.

Another way to exit is to have a set target, and exit when the price hits that target. How you calculate your target is up to you. Some people choose support and resistance levels as their targets. Others just choose to go for the same amount of pips on every trade. However you decide to calculate your target, just make sure you stick with it. Never exit early no matter what happens. Stick to your system! After all, YOU developed it!

One more way you can exit is to have a set of criteria that, when met, would signal you to exit. For example, you could make it a rule that if your indicators happen to reverse to a certain level, you would then exit out of the trade.

Step 6: Write down your system rules and FOLLOW IT!

This is the most important step of creating your trading system. You MUST write your trading system rules down and ALWAYS follow it. Discipline is one of the most important characteristics a trader must have, so you must always remember to stick to your system! No system will ever work for you if you don’t stick to the rules, so remember to be disciplined. Oh yea, did I mention you should ALWAYS stick to your rules?

http://www.babypips.com/school/trading_system.html



Money management การบริหารพอร์ทให้ได้กำไร

Money management การบริหารพอร์ทให้ได้กำไร

ทำไม Money management ถึงสำคัญ เพราะเราต้องการที่จะทำกำไร เราต้องเรียนรู้การบริหารจัดการเงิน แต่คนส่วนมากได้มองข้ามมันไป

Trader หลายคน เทรดโดยที่ไม่มีหลักการ และดูแค่ว่าสามารถเสียได้เท่าไรในการเทรด 1 ครั้ง แล้วก็เทรดเลย อย่างนี้ค้าเรียกว่าการพนันไม่ใช่ การลงทุน

ถ้า คุณเทรดโดย ไม่ใช้ Money management นั้น มันก็เหมือนกับว่าคุณกำลังเล่นพนันอยู่ คุณไม่ได้มองการลงทุนระยะยาว คุณกำลัง รอ jackpot การบริหารเงินไม่เพียงช่วยเราป้องกันเงินทุน ยังสามารถทำให้มีกำไรในระยะยาวอีกด้วย

อันนี้เป็นตัวอย่างที่ทำให้เห็นว่า สถิติ สามารถ สร้างกำไรได้เหนือกว่า การพนัน
ทีนี้คุณจะทำยังไงถึงจะเป็น นักสถิติที่ดีได้ ไม่ล้มเหลว
Money management นั้นสามารถทำกำไร ได้ในระยะยาวถ้าไม่ใช้กฎของ Money management จะเกิดอะไรขึ้นเรามาดูตัวอย่าง

สมมุตรว่าคุณ มีเงินอยู่ $10000 และคุณเสียไป $5000 คุณเสียไปทั้งหมดกี่เปอร์เซนต์ คำตอบคือ 50 เปอร์เซนต์ แล้วคุณต้องทำกี่เปอร์เซนต์เงิน $5000 ของคุณ ถึงจะกลับไปเท่าเดิมคือ $10000 คุณต้องทำถึง 100 เปอร์เซนต์ ไม่ใช่ 50 เปอร์เซนต์ เค้าเรียกว่า Drawdown จะเห็นว่ามันน่าหงุดหงิดมาก เพราะมันง่ายมากในการเสียไป แต่ได้กลับคืนมาเท่าเดิมนั้น ยากกว่า ซึ่งผู้อ่านคงไม่คิดที่จะเสีย เทรดเดียว 50 เปอร์เซนต์ ผมหวังว่าเป็นเช่นนั้น

อย่างไรก็ตาม ถ้าคุณเทรดเสีย 3, 4 หรือ 10 เทรดติดกันล่ะ มันดูเหมือนจะเกิดได้ยากถ้าคุณคิดว่าคุณมี trade system ที่มีเปอร์เซนต์ชนะ 70 เปอร์เซนต์ ดังนั้นคุณไม่มีทางเสีย ติดต่อกันได้ถึง 10 ครั้ง ถ้าคุณคิดว่าคุณมี Trade system ที่ดี ในการเทรด Trade system ที่ทำ profitable ได้ 70 เปอร์เซนต์ ดูเหมือนเป็น system ที่ดีมาก แต่มันไม่ได้หมายความว่า ใน100 เทรดคุณจะชนะ 70เทรด

คุณจะรู้ได้อย่างไร ว่า 70 ใน 100 เทรดจะชนะ คุณไม่มีทางรู้ได้ คุณ อาจจะเสีย 30 เทรดแรก แล้วไปชนะ 70 เทรดที่เหลือ ซึงยังให้ผลที่ 70 เปอร์เซนต์ แต่คุณก็คงเสียหายหนัก

จากตัวอย่างจะทำให้รู้ว่า Money management นั้นสำคัญ ไม่ว่าคุณจะมี Trading System ดีสักเท่าไร แต่ก็ต้องมีที่คุณเสีย เหมือนผู้เล่น Poker มืออาชีพ ถึงเค้าจะเล่นเสียครั้งใหญ่ แต่สุดท้ายเค้าก็จะจบด้วยกำไร

ผู้เล่น Poker เก่งๆจะฝึกฝน Money management เพราะเค้ารู้ว่าไม่สามารถชนะได้ทุกเกมส์ เค้าจะเล่นด้วยจำนวนเงินที่น้อย จากเงินทั้งหมดที่เค้ามี มันสามารถทำให้เค้ารอดพ้นจากการเสียครั้งใหญ่ได้ นี่คือสิ่งที่คุณต้องทำในฐานะ trader เทรดใน เปอร์เซนต์ที่น้อยจากจำนวนเงินที่มีทั้งหมด เพื่อลดความสูญเสียที่อาจจะเกิดขึ้นเมื่อคุณฝึกฝน และ เคร่งครัดกับ Money management คุณ จะเปลี่ยนจากนักพนัน กลายเป็นเจ้ามือ ที่จะทำกำไรได้ระยะยาว

Risk to reward

เป็นการเทรดที่ อัตราส่วนอยู่ที่ 3 ต่อ 1 คือ Winner trade ต้องมากกว่า 3 เท่าจาก looser trade ถ้าเทรด แพ้ และ ชนะ สลับกันProfitable trade จะอยู่แค่ 50 เปอร์เซนต์ แต่เรามีกำไร นะครับ

Credit http://www.babypips.com/school/money_management.html

แปลโดย Golink



7/12/2009

กฎ10ข้อ

กฎ ทั้ง10 ข้อนี้ เป็นหลักการสำคัญสำหรับผู้ที่ใช้วิธีการวิเคราะห์ทางเทคนิคสำหรับการลงทุน เพราะหากไม่มีหลักการดังกล่าวแล้ว เราก็จะไม่สามารถกำหนดการซื้อขายที่เป็นรูปแบบได้ ซึ่งในกฎเหล่านี้จะพูดถึงการวิเคราะห์แนวโน้ม , หาจุดกลับตัว, ติดตามค่าเฉลี่ย, มองหาสัญญาณเตือน และอื่นๆ หากท่านสามารถเข้าใจและ ปฎิบัติตามหลักการเหล่านี้ได้ ผมเชื่อว่าท่าน ก็สามารถเอาตัวรอด ด้วยการลงทุนโดยใช้ หลักการวิเคราะห์ทางเทคนิค ได้ครับ
1. ดูแนวโน้ม
เรียน รู้ชาร์ตในระยะยาว โดยเริ่มการวิเคราะห์ชาร์ตในระดับเดือนและสัปดาห์ ของช่วงเวลาหลายๆปี การดูชาร์ตในระดับของช่วงเวลาที่กว้างขึ้นจะทำให้สามารถมองเป็นแนวโน้มของ ตลาดในระยะยาวได้ชัดเจนขึ้น เมื่อทราบถึงแนวโน้มระยะยาวแล้ว จึงจะดูชาร์ตในระดับวันและนาที การดูแนวโน้มในช่วงสั้นเพียงอย่างเดียวจะทำให้เกิดความผิดพลาดได้ ถึงแม้ว่าคุณจะลงทุนในระยะสั้น คุณจะได้ผลตอบแทนที่ดีกว่าหากคุณลงทุนในทิศทางเดียวกับแนวโน้มในระยะกลางและ ยาว
2. วิเคราะห์และไปตามแนวโน้ม
แนวโน้มของตลาดมีหลายช่วงเวลา ระยะยาว ระยะกลาง และระยะสั้น สิ่งแรกคือ คุณต้องรู้ว่าคุณจะลงทุนในระยะเวลาเท่าใด และวิเคราะห์ชาร์ตของช่วงเวลาที่เหมาะสม โดยที่คุณต้องแน่ใจว่าคุณลงทุนไปในทิศทางเดียวกับแนวโน้มในระยะเวลานั้นๆ ซื้อเมื่อแนวโน้มอยู่ในขาขึ้น และขายเมื่อแนวโน้มอยู่ในขาลง หากคุณลงทุนในระยะกลาง ให้ใช้ชาร์ตในระดับวันและสัปดาห์ ถ้าคุณลงทุนระยะสั้น ให้ใช้ชาร์ตระดับวันและรายนาที อย่างไรก็ตาม ในแต่ละกรณี ให้ดูแนวโน้มของช่วงเวลาที่ยาวขึ้น และใช้ชาร์ตของช่วงเวลาที่สั้นลงในการหาจุดที่จะเข้าซื้อ-ขาย
3. หาจุดสูงสุดและต่ำสุด
วิเคราะห์ แนวรับและแนวต้าน จุดที่ดีที่สุดในการเข้าซื้อก็คือจุดใกล้แนวรับซึ่งมักจะเป็นจุดต่ำสุดของ รอบการซื้อขายที่แล้ว จุดที่ดีที่สุดสำหรับการขายก็คือจุดที่ใกล้แนวต้าน ซึ่งมักจะเป็นจุดสูงสุดของรอบการซื้อขายที่แล้ว หากมีการเคลื่อนผ่านแนวต้าน แนวต้านนั้นจะกลายเป็นแนวรับสำหรับการปรับตัวลดลง อีกนัยหนึ่ง จุดสูงสุดเดิมกลายเป็นจุดสูงสุดใหม่ และเช่นเดียวกัน ในกรณีที่ราคาทะลุผ่านแนวรับ มักจะมีแรงขายออกมาอย่างต่อเนื่อง ทำให้จุดต่ำสุดเดิมกลายเป็นจุดต่ำสุดใหม่
4. รู้ว่าจะไปไกลแค่ไหนจึงจะกลับตัว
เทียบ อัตราส่วนการขึ้น-ลง เป็นเปอร์เซนต์ โดยทั่วไปตลาดจะมีการกลับตัวทั้งขึ้นและลงตามสัดส่วนเปอร์เซนต์ของแนวโน้ม ของช่วงก่อน คุณสามารถวัดอัตราส่วนของการปรับตัวขึ้นหรือลงของแนวโน้มปัจจุบันได้โดยใช้ อัตราส่วนชุดหนึ่งที่มีการกำหนดค่าไว้แล้ว เช่น การกลับตัวขึ้นหรือลง 50%ของแนวโน้มก่อน เป็นอัตราพื้นฐานที่ใช้กันบ่อย อัตราส่วนต่ำสุดของการวัดการดีดกลับ คือ 1/3 ของแนวโน้มก่อน และอัตราส่วนสูงสุดคือ 2/3 อัตราส่วนที่สำคัญและควรให้ความสนในก็คือ อัตราส่วน Fibonacci 36% และ 62% ดังนั้น เมื่อตลาดมีการพักในช่วงแนวโน้มขาขึ้น จะมีจุดซื้อคืนจุดแรกเมื่อตลาดปรับตัวลง 33-38% ของจุดสูงสุด
5. ใช้เส้นแนวโน้ม
เส้น แนวโน้มเป็นหนึ่งในเครื่องมือการวิเคราะห์ที่ง่ายและมีประสิทธิภาพที่สุด สิ่งที่ต้องคำนึงถึงมีเพียงขอบเขตที่เส้นแนวโน้มแสดงและจุด 2 ตำแหน่งบนชาร์ต เส้นแนวโน้มขาขึ้นวาดโดยใช้จุดต่ำสุด 2 จุด ที่อยู่ใกล้กัน และเส้นแนวโน้มขาขึ้นวาดโดยใช้จุดสูงสุด 2 จุดใกล้กัน ราคาของหุ้นมักจะเคลื่อนเข้าใกล้เส้นแนวโน้มก่อนที่จะเคลื่อนกลับเข้าสู่แนว โน้มของมัน หากราคาทะลุผ่านเส้นแนวโน้ม จะแสดงถึงสัญญาณของการเปลี่ยนแนวโน้ม เส้นแนวโน้มจะมีผลเมื่อราคาเคลื่อนแตะที่เส้น 3 ครั้งเป็นอย่างน้อย เส้นแนวโน้มที่ลากได้ยิ่งยาว หมายถึง จำนวนครั้งมากขึ้นของการทดสอบเส้นแนวโน้ม และยิ่งทำให้เส้นแนวโน้มมีความสำคัญมากขึ้น
6. ติดตามค่าเฉลี่ย
หมาย ถึงการเคลื่อนไหวของเส้นค่าเฉลี่ย ซึ่งจะบอกถึงราคาเป้าหมายที่จะซื้อและขาย เส้นค่าเฉลี่ยเหล่านี้แสดงให้เห็นว่าราคาอยู่ในแนวโน้มเช่นใดและช่วยยืนยัน สัญญาณการเปลี่ยนแนวโน้ม อย่างไรก็ตาม เส้นค่าเฉลี่ยไม่ใช่เครื่องมือที่จะบอกล่วงหน้าว่าแนวโน้มกำลังจะเปลี่ยน รูปแบบของการใช้เส้นค่าเฉลี่ยที่เป็นที่นิยมคือการใช้เส้นค่าเฉลี่ย 2 เส้นเพื่อหาจุดซื้อ-ขาย ค่าที่นิยมใช้สำหรับค่าเฉลี่ยที่ใช้คู่กันคือ 5 วันและ10 วัน, 10 วันและ25วัน, 25 วันและ 50 วัน สัญญาณซื้อ-ขายเกิดขึ้นเมื่อเส้นที่มีค่าเฉลี่ยสั้นกว่าตัดกับเส้นที่ ยาวกว่า หรือ เมื่อราคาเคลื่อนผ่านเส้นค่าเฉลี่ย 25 วัน เนื่องจากเส้นค่าเฉลี่ยต่างๆเป็นดัชนีที่เคลื่อนไปตามแนวโน้ม การใช้เส้นค่าเฉลี่ยจึงเหมาะสำหรับตลาดที่ในช่วงที่มีแนวโน้มที่ชัดเจน
7. รู้ถึงจุดที่ตลาดกลับตัว
Oscillators (เครื่องมือที่มีตัวเลข ตั้งแต่ 0 ถึง 100) เป็นดัชนีที่ช่วยชี้บอกจุดที่มีการซื้อหรือขายมากเกินไป ในขณะที่เส้นค่าเฉลี่ยจะช่วยยืนยันว่าตลาดการเปลี่ยนแนวโน้ม Oscillators จะช่วยเตือนล่วงหน้าว่าตลาดเคลื่อนไปในทิศทางใดทิศทางหนึ่งมากเกินไป และทำให้เกิดการกลับตัว Oscillators ที่เป็นที่นิยม ได้แก่ Relative Strength Index (RSI) และ Stochastics ทั้งสองตัวนี้จัดเป็นเครื่องมือที่เรียกว่า Oscillators เพราะให้ค่าที่อยู่ในช่วง 0 ถึง 100 เมื่อ RSI มีค่าเกิน 70 จะแสดงถึงการซื้อที่มีมากเกินไป (Overbought) และ ต่ำกว่า 30 แสดงถึงการขายมากเกินไป (Oversold) ค่า Overbought และ Oversold สำหรับ Stochastics คือ 80 และ 20 นักลงทุนส่วนใหญ่ใช้ค่า 14 วันหรือสัปดาห์สำหรับการคำนวณ Stochastics และ 9 หรือ 14 วันหรือสัปดาห์สำหรับ RSI สัญญาณกลับตัวที่เกิดใน Oscillators จะเป็นสัญญาณเตือนว่าตลาดกำลังจะกลับตัว เครื่องมือเหล่านี้ใช้ได้ดีเมื่อตลาดอยู่ในช่วงที่เหมาะกับการเล่นเก็งกำไร และไม่แสดงแนวโน้มที่ชัดเจน สัญญาณในระดับสัปดาห์สามารถนำมาใช้ช่วยในการขจัดสัญญาณหลอกและยืนยันสัญญาณ ในระดับวัน และใช้สัญญาณระดับวันสำหรับยืนยันสัญญาณในรายนาที
8. มองเห็นสัญญาณเตือน
Moving Average Convergence Divergence (MACD) เป็นดัชนีวัด (พัฒนาโดย Gerald Appel) ที่รวมเอาระบบการตัดผ่านของเส้นค่าเฉลี่ยและการชี้จุด Overbought/Oversold ของ Oscillators ไว้ด้วยกัน สัญญาณซื้อจะเกิดเมื่อเส้นที่เร็วกว่าตัดขึ้นเหนือเส้นที่ช้ากว่า โดยที่ทั้ง 2 เส้นอยู่ต่ำกว่าศูนย์ สัญญาณขายเกิดเมื่อเส้นที่เร็วกว่าตัดลงต่ำกว่าเส้นที่ช้ากว่าที่เหนือ ศูนย์ สัญญาณในระดับสัปดาห์จะมีน้ำหนักและความสำคัญมากกว่าสัญญาณในระดับวัน MACD histogram ซึ่งมีลักษณะเป็นแท่ง แสดงถึงส่วนต่างระหว่าง MACD ทั้งสองเส้น สามารถส่งสัญญาณเตือนว่าจะมีการเปลี่ยนแนวโน้มได้เร็วกว่าอีกด้วย
9. เป็นแนวโน้มหรือไม่เป็นแนวโน้ม
Average Directional Index (ADX) เป็นดัชนีที่จะบอกว่าตลาดอยู่ในช่วงที่มีแนวโน้มหรือไม่ และเป็นตัวช่วยวัดว่าแนวโน้มนั้นอยู่ในระดับใด เส้น ADX ที่ชี้ขี้นแสดงถึงแนวโน้มที่มีความชัดเจนมาก ควรใช้เส้นค่าเฉลี่ยในการวิเคราะห์ หากเส้น ADX ปรับตัวต่ำลง แสดงถึงตลาดที่ไม่มีแนวโน้มและเหมาะสำหรับเก็งกำไรระยะสั้น ควรใช้ Oscillators ในการวิเคราะห์ การใช้ ADX ช่วยนักลงทุนในการวางแผนกลยุทธ์การลงทุนและในการเลือกเครื่องมือที่เหมาะสม กับสภาวะตลาด
10. รู้จักการดูสัญญาณเพื่อยืนยันแนวโน้ม
สัญญาณ ที่ให้การยืนยันรวมถึงปริมาณการซื้อขายและจำนวนการซื้อขายที่มีการลงทุนจาก ผู้ที่เข้ามาซื้อขายใหม่ (open interest) ทั้ง 2 ตัวนี้เป็นเครื่องมือสำคัญในการยืนยันแนวโน้มสำหรับตลาดล่วงหน้า ปริมาณการซื้อขายมักจะส่งสัญญาณกลับตัวก่อนที่ราคาจะกลับตัว สิ่งสำคัญคือจะต้องมั่นใจว่ามีปริมาณการซื้อขายอย่างหนาแน่นในทิศทางเดียว กับแนวโน้มปัจจุบัน ในแนวโน้มขาขึ้น ควรมีปริมาณการซื้อขายที่มากขึ้นเพื่อยืนยันว่าแนวโน้มนั้นยังแข็งแรงอยู่ ส่วน open interest ที่เพิ่มขึ้นนั้นจะช่วยยืนยันว่ามีเงินไหลเข้ามาต่อเนื่องและช่วยหนุนให้แนว โน้มปัจจุบันคงอยู่ หาก open interest ลดลง ย่อมเป็นสัญญาณเตือนว่าแนวโน้มนั้นใกล้สิ้นสุดลง ดังนั้นราคาที่มีแนวโน้มสูงขึ้นควรจะมีปริมาณซื้อขายและ open interest หนุนอยู่ด้วย

John Murphy's Ten Laws of Technical Trading

1. Map the Trends
Study long-term charts. Begin a chart analysis with monthly and weekly charts spanning several years. A larger scale map of the market provides more visibility and a better long-term perspective on a market. Once the long-term has been established, then consult daily and intra-day charts. A short-term market view alone can often be deceptive. Even if you only trade the very short term, you will do better if you're trading in the same direction as the intermediate and longer term trends.
2. Spot the Trend and Go With It
Determine the trend and follow it. Market trends come in many sizes – long-term, intermediate-term and short-term. First, determine which one you're going to trade and use the appropriate chart. Make sure you trade in the direction of that trend. Buy dips if the trend is up. Sell rallies if the trend is down. If you're trading the intermediate trend, use daily and weekly charts. If you're day trading, use daily and intra-day charts. But in each case, let the longer range chart determine the trend, and then use the shorter term chart for timing.
3. Find the Low and High of It
Find support and resistance levels. The best place to buy a market is near support levels. That support is usually a previous reaction low. The best place to sell a market is near resistance levels. Resistance is usually a previous peak. After a resistance peak has been broken, it will usually provide support on subsequent pullbacks. In other words, the old "high" becomes the new low. In the same way, when a support level has been broken, it will usually produce selling on subsequent rallies – the old "low" can become the new "high."
4. Know How Far to Backtrack
Measure percentage retracements. Market corrections up or down usually retrace a significant portion of the previous trend. You can measure the corrections in an existing trend in simple percentages. A fifty percent retracement of a prior trend is most common. A minimum retracement is usually one-third of the prior trend. The maximum retracement is usually two-thirds. Fibonacci retracements of 38% and 62% are also worth watching. During a pullback in an uptrend, therefore, initial buy points are in the 33-38% retracement area.
5. Draw the Line
Draw trend lines. Trend lines are one of the simplest and most effective charting tools. All you need is a straight edge and two points on the chart. Up trend lines are drawn along two successive lows. Down trend lines are drawn along two successive peaks. Prices will often pull back to trend lines before resuming their trend. The breaking of trend lines usually signals a change in trend. A valid trend line should be touched at least three times. The longer a trend line has been in effect, and the more times it has been tested, the more important it becomes.
6. Follow that Average
Follow moving averages. Moving averages provide objective buy and sell signals. They tell you if existing trend is still in motion and help confirm a trend change. Moving averages do not tell you in advance, however, that a trend change is imminent. A combination chart of two moving averages is the most popular way of finding trading signals. Some popular futures combinations are 4- and 9-day moving averages, 9- and 18-day, 5- and 20-day. Signals are given when the shorter average line crosses the longer. Price crossings above and below a 40-day moving average also provide good trading signals. Since moving average chart lines are trend-following indicators, they work best in a trending market.
7. Learn the Turns
Track oscillators. Oscillators help identify overbought and oversold markets. While moving averages offer confirmation of a market trend change, oscillators often help warn us in advance that a market has rallied or fallen too far and will soon turn. Two of the most popular are the Relative Strength Index (RSI) and Stochastics. They both work on a scale of 0 to 100. With the RSI, readings over 70 are overbought while readings below 30 are oversold. The overbought and oversold values for Stochastics are 80 and 20. Most traders use 14-days or weeks for stochastics and either 9 or 14 days or weeks for RSI. Oscillator divergences often warn of market turns. These tools work best in a trading market range. Weekly signals can be used as filters on daily signals. Daily signals can be used as filters for intra-day charts.
8. Know the Warning Signs
Trade MACD. The Moving Average Convergence Divergence (MACD) indicator (developed by Gerald Appel) combines a moving average crossover system with the overbought/oversold elements of an oscillator. A buy signal occurs when the faster line crosses above the slower and both lines are below zero. A sell signal takes place when the faster line crosses below the slower from above the zero line. Weekly signals take precedence over daily signals. An MACD histogram plots the difference between the two lines and gives even earlier warnings of trend changes. It's called a "histogram" because vertical bars are used to show the difference between the two lines on the chart.
9. Trend or Not a Trend
Use ADX. The Average Directional Movement Index (ADX) line helps determine whether a market is in a trending or a trading phase. It measures the degree of trend or direction in the market. A rising ADX line suggests the presence of a strong trend. A falling ADX line suggests the presence of a trading market and the absence of a trend. A rising ADX line favors moving averages; a falling ADX favors oscillators. By plotting the direction of the ADX line, the trader is able to determine which trading style and which set of indicators are most suitable for the current market environment.
10. Know the Confirming Signs
Include volume and open interest. Volume and open interest are important confirming indicators in futures markets. Volume precedes price. It's important to ensure that heavier volume is taking place in the direction of the prevailing trend. In an uptrend, heavier volume should be seen on up days. Rising open interest confirms that new money is supporting the prevailing trend. Declining open interest is often a warning that the trend is near completion. A solid price uptrend should be accompanied by rising volume and rising open interest.
"11."
Technical analysis is a skill that improves with experience and study. Always be a student and keep learning.

- John Murphy
Definitions: Leonardo Fibonacci was a thirteenth century mathematician who "rediscovered" a precise and almost constant relationship between Hindu-Arabic numbers in a sequence (1,1,2,3,5,8,13,21,34,55,89,144,etc. to infinity). The sum of any two consecutive numbers in this sequence equals the next higher number. After the first four, the ratio of any number in the sequence to its next higher number approaches .618. That ratio was known to the ancient Greek and Egyptian mathematicians as the "Golden Mean" which had critical applications in art, architecture and in nature.

Stochastics - an oscillator popularized by George Lane in an article on the subject which appeared in 1984. It is based on the observation that as prices increase, closing prices tend to be closer to the upper end of the price range; conversely, in down trends, closing prices tend to be near the lower end of the range. Stochastics has slightly wider overbought and oversold boundaries than the RSI and is therefore a more volatile indicator. The term "stochastic" refers to the location of a current futures price in relation to its range over a set period of time (usually 14 days).